
Flash Plus 2 โทรศัพท์ระดับกลาง ที่ยกระดับการใช้การวัสดุเป็นโลหะ
และเขาว่าเป็น “สมาร์ทโฟนที่เป็นมากกว่าโลหะ” จุดเด่นคือชิปเสียง แลระบบสแกนลายนิ้วมือ
แรกสัมผัส Flash Plus 2
นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้จับโทรศัพท์ในตระกูล Flash อย่างเป็นเรืองเป็นราว
ประโยคแรกที่เราพูดคือ เออ..มันดูดีกว่าที่คิด
แต่รุ่นนี้คงลืมใส่นำมันเครื่องไดเดียวที่เขาว่า “ไดเดียว..เครื่องฟิตสตาร์ทติดง่าย”
เพราะกว่าจะบูทเครื่องได้ในครั้งแรก เรามองหน้าที่งานที่เอาโทรศัพท์มาให้ถึงบ้าน
“ทำไมมันบูทนานขนาดนี้น่ะแก” แต่พอเปิดติดแล้วใช้ไปยาวๆ เราก็ไม่พบว่ามันมีอาการงอแงนะ
แค่อย่าให้ reboot ในเวลาเร่งด่วนละกัน

พูดถึงฝาเคสหน่อย บอกตรงๆ ว่าตอนเราจับครั้งแรกเราก็แอบสะะดุดไปนิดนึง
คือเราเคยจับโทรศัพท์รุ่นกลางที่พยายามจะยกระดับมาพรีเมียม
ก็มีทั้งที่เรียกว่า Wanna Be แล้วก็ที่สอบผ่าน .. ของรุ่นนี้อยู่ประเภทหลัง
เมื่อรุ่นกลางทำจากวัสดุพรีเมียมมากขึ้น ที่เหลือคือมาวัดว่าใครจะเนียบกว่ากัน
อันนี้เล่าถึงเทคนิคการทำฝาหลังแนวนี้นะครับ เพราะมันเป็นแฟชั่นที่แพร่หลายไปละ
ที่เห็นเส้นๆ เนี่ยเขาแปรงขัดบนผิวหน้าแผ่นโลหะ แล้วยิงการยิงทรายด้วยความเร็วสูงด้านข้างของเคส
และขอบก็เจียรด้วยเพชรตัด แล้วชุบอโนไดซ์อีกทีซึ่งรวมถึงปุ่มข้าง
แล้วความดูดีมันต้องดีถึงข้างใน ซึ่งเราก็เห็นว่างานเก็บดีเรียบร้อย
แบตเตอรี่ให้มา 3000 mAh ติดแค่แบตเตอรี่นี่ล่ะที่ถอดเองไม่ได้
ชาร์จไวมั้ยตอบเลยว่าไว แบตอึดมั้ยตอบเลยว่าอึด ฝาหลังร้อนมั้ย
เราลองเปิด Google Maps ในรถที่แอร์เย็นเจี๊ยบบอกเลยว่าร้อน!
แต่การจับ GPS ในวันฟ้าครึ่มนี่ถือว่าทำได้ดี
แต่เอาเถอะแบตถอดไม่ได้ก็ช่างมัน อย่างน้อยก็มี Fast battery charging แถมมา
ใช้ไปสัก 2 ปีก็ถือว่าใช้คุ้มเปลี่ยนเครื่องรุ่นใหม่ไปแล้วสำหรับราคานี้
การรองรับซิมการ์ดนี้เป็น 2 ซิม รองรับ 4G FDD LTE B1/3/5/7
และ TDD LTE B38/B40/B41 และ 3G แบบ UMTS 850/900/1900/2100
Port การเชื่อมต่อเป็น USB 2.0 รองรับ OTG และ WiFi เป็น 802.11 b/g/n
ใส่ micro USB ได้สูงสุด 128 MB
อ่อ..ไมค์ของเครื่องมี Active noise cancellation ให้ด้วย
ในส่;นเรืองของชิปเสียงนั้น คือยังไม่เจอะใครอธิบายชัดๆ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรก็เล่าไว้นิดนึง
คือรุ่นนี้ใช้เป็น AK4375 เป็น DAC แบบ 32 Bit สำหรับสมาร์ทโฟน และเครื่องเล่นพกพาความละเอียดสูง
มี Dynamic Range 103 dB Degree of distrotion อยู่ที่ (-99dB) และ 106dB
Signal Noise Ratio มีคุณสมบัติในการลด jitter และเป็น cap-less class G headphone amplifier
การทำงานกล้องบน Flash Plus 2
กล้องหลังมากับความละเอียด 13 พิกเซลตามมาตรฐานพร้อวง Led Flash 1 ดวง
จากข้อมุลที่เราได้มาตอนแรกนั้น ลองพลิกอ่านหลายเที่ยวคือจุดขายไม่ได้มีแนะนำเรื่องกล้อง
คงต้องมองข้ามๆ เพราะฉะนั้นเราจะไม่ตังความหวังแต่แรกเลยไม่ผิดหวังอะไร

ลูกเล่นของกล้องที่ติดมาให้เล็กน้อยนั้น
มีของเล่นนิดหน่อยที่เราไม่ค่อยเจอจากรุ่นอื่น คือ Kids Mode
ซึ่งเพิ่มสียงไว้ดึงดูกเด็กเด็กให้หันเหความสนใจมาองที่กล้อง ใครที่อยู่หลังกล้องมานาน
จะพอรู้ว่าสัตว์กับเด็กนี่ดึงดูความสนใจให้อยู่กับกล้องยากมาก
เสียงที่มีให้ก็จะมีเสียงแมว เสียงรถไฟ เสียงแกะ เสียงฮาร์พ เสียงเลเซอร์
ถ้าอยู่ในที่เสียงไม่รบกวนมากก็พอได้ยินอยู่
ส่วนเรื้่องการโฟกัสก็ใช้แตะมือแบบ 1 จุดไม่มีปรับ Exposure
มีฟิลเตอร์ติดกล้องมีแบบทั่วไป และสายนัวเราลองถ่าย Street แบบดิบๆ ก็พอสนุกใช้ได้
เราเอาไปออกงานรายงานผ่าน Twitter สด ที่ต้องการความเร็วของกล้อง
ซึ่งเราทำงานในพื้นที่แสงพอประมาณก็พบว่าชัตเตอร์ไม่ช้ามาก
แต่อย่าคาดหวังกับภาพกลางคืนมากนักเพราะอยู่ในระดับแค่พอใช้
ตัวแอปถ่ายภาพที่ติดมากับ Rom เองนั้นปรับเรื่อง Selfie ได้นิดหน่อย คือปรับหน้าเนียน กับกระชับรูปหน้า
คือผู้ชายก็ใช้ถ่ายได้ออกมาตาไม่หวาน ขาวไม่เกินจริง ลดความหยาบกร้าน และเกลี่ยรูขุมขนให้เนียน
ดูตัวอย่างภาพถ่ายที่นี่ครับ
เทคนิคการใช้งาน Flash Plus 2
ระบบรักษาความปลอดภัยจากลายนิ้วมือ
จุดขายแรกที่เราคิดว่ามันเข้าท่าคือระบบแสกนลายนิ้วมือ
คงต้องขอบคุณเทคโนโลยีที่พัฒนาแล้วราคาถูกลงและดีขึ้น
อย่างน้อยเราก็เห็นโทรศัพท์ที่แสกนนิ้วติดง่ายใช้ได้จริงแบบนี้ ว่าแต่มันใช้ยังไงล่ะ

ขั้นตอนการเพิ่มลายนิ้วมือให้เข้าไปที่หัวข้อ Setting > Fingerprint > Add Finger Print ครับ
เราแนะนำว่าเพื่อความปลอดภัยใรการใช้งานระยะยาว ควรจะใส่ลายนิ้วมือไปมากกว่า 1 นิ้วครับ
เช่น นิ้วโป้ง 2 ข้าง หรือนิ้วใดบาดเจ็บจะได้มีนิ้วสำรองเพื่อปลดล็อค
ตัวเครื่อง Rom ไม่ได้มีการปรับอะไรมาก เทคนิคการใช้งานอย่างเลยมาอยู่ที่แอปพลิเคชั่นเสริม
เราเลยเลือกตัวที่คิดว่าหลายคนน่าจะควรลองใช้ครับ เพราะลองแล้วก็น่าสนใจดี
ปรับจอแสดงผลด้วย MiraVision
MiraVision เป็นแอปพลิเคชั่นสำหรับปรับแสงสว่าง การให้รายะลเอียที่หน้าจอ
มีทั้งการปรับ Dynamic , การตัดแสงสีฟ้าหรือ Bluelight เพื่อถนอมสาย และเลือก Picture Mode
เราลองปรับทั้งหมด แล้วก็พบว่าถ้าเป้นคนติดสีสดคงไม่ถูกใจ แต่ถ้าจะเอาไว้อ่านยาวๆเอาสบายตาจะตอบโจทย์กับตรงนี้มากกว่า
ส่งไฟล์ฉับไวด้วย Wi-Fi Transfer
เป็นแอปพลิเคชั่นที่ช่วยสำหรับการส่งไฟล์หากันแบบ Wi-Fi Direct
ซึ่งได้ความเร็วในรับส่งที่ดีกว่า Bluetooth ขั้นตอนไม่มีอะไรยากครับ
เปิดแอปขึ้นมาจากนั้นเลือก Avatar แล้วตั้งชื่อตัวแทนของเรา ตอบตกลงไปแล้วค้นหาเพื่อนที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน
คือเพื่อนต้องเปิดแอปนี้เหมือนกันนะครับ คือจะส่งตัวต่อตัว หรือจะส่งแบบกลุ่มก็ได้
แต่งโทรศัพท์ให้เร็วเครื่องด้วย Boost
- Smart Cleaner สำหรับลบไฟล์ขยะ และ Application Cache ซึ่งเป็นไฟล์ชั่วคราวครับ
- Super Speeder สำหรับเรียก Ram คืนกลับมา เพราะมีแอปที่ทำงานฉากหลังอยู่
- Power saving สำหรับจัดการพลังงานของเครื่อง โดยแยกย่อย 3 Mode คือSmart Mode สำหรับจัดการแบบอัติโนมัติ
Super Mode คือจัดการการทำงานเหลือแค่ โทรออกรับสาย และรับส่งข้อความ
Custom Mode คือการปิดคุณสมบัติของเครื่องที่ใช้พลังงานด้วยตันเอง แนะนำสำหรับผู้มีประสบการณ์เท่านั้นนะครับ - Launch Manager สำหรับจัดการแอปพลิเคชั่นที่ฝั่งตัวตอนเปิดเครื่อง อันไหนไม่รีบใช้ปิดไปก็ได้ครับ
Mix เพลงสุดสนุกด้วยแอป Music
คือผู้เขียนเล่นสาย DJ Mixing อยู่แล้วมาเจอ Music ในแบบ DJ เยี่ยงนี้ก็สนุกสิ
ก็ย่อส่วนของ DECK ลงมาให้ Mix เพลงฟังเองแก้เบื่อ
การที่จอติดนิ้วนี่อย่างคือตอนที่เรารูดถอยหลังให้ลงจังหวะ จะสามารถกะ Time Code ได้ค่อนข้างแม่น

รวมถึงการเลื่อน BPM ของทั้วง 2 Deck นั้นก็ด้วยอันนี้ยกประโยชน์ให้กับจอไป

ในส่วนของ Effect ก็มีให้มาตามมาตรฐานอุปกรณ์ DJ
อย่าง Low-Pass / High-Pass / Delay / Echo /Phaser
อันนี้คือให้เราใช้นิ้วปาดลากเอานะครับ ก็พอได้ขำๆแก้เบื่อ

สำหรับการฟังทั่วไปนั้น EQ ของแอปให้มา 3 Band คือ Low Mid High
คือมันไม่ได้น้อยครับแต่ DJ ใช้กันอยู่เท่านี้จริงๆ ถ้าเน้นฟังเพลงจริงๆคงต้องหาแอปอื่นมาลงครับ
ซื้อดีมั้ย Flash Plus 2

|
จุดเด่น |
จุดด้อย |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ราคา 4990 บาท สำหรับรุ่น RAM 2 GB ROM 16 GB ครับ และ ราคา 5990 บาท สำหรับรุ่น RAM 3GB ROM 32GB ครับ
ขอบคุณ : บริษัท Flash3c ที่เอื้อเพื้ออุปกรณ์ในการทดสอบครับ




















