# Ford เผยผลสำรวจ ผู้บริโภคนิยมใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อการสัญจร

- Link: https://www.trendymobile.net/2016/05/ford-smart-mobility/
- Published: 2016-05-15T15:12:53+07:00
- Author: jetboat

![ford-smart-mobility](https://www.trendymobile.net/wp-content/uploads/ford-smart-
mobility.jpg)

ผลการสำรวจของ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ในทั่วภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก พบว่า ผู้บริโภคเป็น
ผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เนื่องจากเทคโนโลยีได้ถูกออกแบบให้ใช้งานง่ายและ
สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นเพื่อช่วยผู้บริโภคในการวางแผนการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น การเลือก
ใช้รถยนต์ส่วนตัว รถยนต์สาธารณะ หรือการเลือกใช้ทั้งสองรูปแบบ

“สมาร์ทโฟนได้รับการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเพื่อให้เข้าถึงชีวิตประจำวันของเราบนท้อง
ถนน และแผนการสัญจรอัจฉริยะของฟอร์ดก็เกี่ยวกับการค้นหาวิธีการสัญจรที่สร้างสรรค์เพื่อ
ยกระดับการใช้ชีวิตของประชากร โดยมอบทางเลือกอันชาญฉลาดและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น” จอห์น
ลาร์สัน ผู้อำนวยการฝ่ายแผนการสัญจรอัจฉริยะของฟอร์ด ประจำฟอร์ด เอเชียแปซิฟิก กล่าว

แผนการสัญจรอัจฉริยะของฟอร์ดเป็นความมุ่งมั่นของบริษัทในการก้าวไปสู่การเป็นผู้นำใน
เรื่องการเชื่อมต่อสื่อสาร การสัญจร รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ การสร้างสรรค์ประสบการณ์
ที่ดีให้แก่ผู้ขับขี่ รวมทั้งการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล ฟอร์ดมุ่งศึกษาค้นคว้าและ
พัฒนาตั้งแต่เทคโนโลยี โครงสร้างกายภาพทางการสัญจร การเชื่อมต่ออัจฉริยะภายในรถยนต์
ความยืดหยุ่นในการเป็นเจ้าของและการแชร์รถ นวัตกรรมยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ และอื่นๆ
อีกหลายโครงการ

“ความท้าทายด้านการสัญจรมีความเฉพาะเจาะจงในแต่ละพื้นที่ และไม่มีที่ใดในโลกที่มีปัญหา
หรือมีโอกาสที่เหมือนกัน แต่เราสามารถใช้เทคโนโลยีในการแก้ไขซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมา
จากสถานที่ต่างๆ ในโลกได้” ลาร์สัน กล่าว “เรากำลังมองหาสภาพแวดล้อมการสัญจรที่แตกต่าง
และพยายามใช้วิธีการที่ไม่เหมือนกัน เช่น การทดลองระบบใหม่ในการแชร์รถ หรือการพัฒนา
แพลตฟอร์มการสัญจรที่ผู้คนสามารถมีตัวเลือกในการเดินทางที่แตกต่างกันไป และยังสามารถ
ตัดสินใจใช้ตัวเลือกที่ดีที่สุดในทุกเวลา ทั้งหมดนี้เพื่อค้นหาตัวเลือกในทุกแนวทางการ
ใช้งาน”

**เทคโลยีบนท้องถนน**

จากผลการสำรวจในแต่ละท้องที่ 1 ใน 4 ของผู้ทำแบบสอบถามใช้แอพบริการรถรับ-ส่งมากกว่า
1 ครั้งต่ออาทิตย์ในการเดินทาง โดยผู้ทำแบบสอบถามชาวจีนและอินเดียเป็นผู้ที่ใช้แอพบ
ริการรถรับ-ส่งมากที่สุด อยู่ที่ 28 เปอร์เซ็นต์ในแต่ละประเทศ ในขณะเดียวกันผู้ทำแบบสอบถาม
ชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีอัตราการใช้แอพบริการรถรับ-ส่งน้อยที่สุด อยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์
ของผู้ทำแบบสอบถามชาวออสเตรเลียและ 3 เปอร์เซ็นต์ของผู้ทำแบบสอบถามชาวนิวซีแลนด์ที่
ใช้แอพบริการรถรับ-ส่งเป็นประจำ

เมื่อดูผลสำรวจทั่วทั้งภูมิภาค อัตราการใช้แอพดังกล่าวมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่าน
มา 32 เปอร์เซ็นต์ของผู้ทำแบบสอบถามทั้งหมด โดยมีอินเดีย (42 เปอร์เซ็นต์) และจีน (
33 เปอร์เซ็นต์) เป็นสองประเทศหลักที่ขับเคลื่อนให้อัตราการใช้แอพบริการรถรับ-ส่งมี
แนวโน้มสูงขึ้น ในขณะที่ประเทศนิวซีแลนด์ (7 เปอร์เซ็นต์) ไต้หวัน (9 เปอร์เซ็นต์) 
และออสเตรเลีย (12 เปอร์เซ็นต์) นั้นมีอัตราการใช้แอพบริการรถรับ-ส่งเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด

โปรแกรมการแชร์รถได้กลายเป็นอีกหนึ่งแอพยอดนิยม โดย 1 ใน 5 ของผู้ทำแบบสอบถามกล่าวว่า
การใช้แพลตฟอร์มการแชร์รถของพวกเขาเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ผู้ทำแบบสอบถามชาวอินเดีย
มีอัตราการแชร์รถสูงที่สุด อยู่ที่ 33 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วยผู้ทำแบบสอบถามชาวจีน (19
เปอร์เซ็นต์) และชาวมาเลเซีย (16 เปอร์เซ็นต์)

“ในหลายๆ พื้นที่ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ชุมชนเมือง โปรแกรมการแชร์รถมีประโยชน์อย่างมาก
เรากำลังศึกษาระบบการแชร์รถในประเทศสหรัฐอเมริกา ทวีปยุโรป และภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก
เพื่อค้นหาวิธีที่จะพัฒนาระบบการแชร์รถให้ดียิ่งขึ้น” ลาร์สัน กล่าว “ตัวอย่างเช่นประเทศ
อินเดีย เรากำลังนำร่องทดลองใช้แผนการสัญจรอัจฉริยะของฟอร์ดเพื่อค้นหาระบบการแชร์รถ
ในหมู่คนใกล้ชิด เช่น ครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงาน”

จากผลการสำรวจพบว่า มีการใช้รถยนต์ส่วนตัวมากที่สุดสำหรับการสัญจรในประเทศไทย โดย 77
เปอร์เซ็นต์ใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางเป็นประจำ หรือมากกว่า 1 ครั้งต่ออาทิตย์ และ
เป็นอีกหนึ่งประเทศร่วมกับนิวซีแลนด์ที่มีอัตราการใช้รถยนต์ส่วนตัวมากที่สุด โดยผลการ
สำรวจการเดินทางของผู้ทำแบบสอบถามชาวไทยมีดังนี้

    - รถยนต์ส่วนตัว: 77 เปอร์เซ็นต์ของผู้ทำแบบสอบถามทั้งหมด
    - รถไฟฟ้าใต้ดิน รถราง หรือ รถไฟ: 32 เปอร์เซ็นต์
    - รถประจำทาง: 32 เปอร์เซ็นต์
    - รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง: 29 เปอร์เซ็นต์
    - รถแท็กซี่: 28 เปอร์เซ็นต์
    - สกูตเตอร์ไฟฟ้า หรือ มอเตอร์ไซค์: 17 เปอร์เซ็นต์
    - การใช้แอพบริการรถรับ-ส่ง: 15 เปอร์เซ็นต์
    - การแชร์รถ 9 เปอร์เซ็นต์

ผู้ทำแบบสอบถามชาวไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีอัตราการใช้วิธีการสัญจรแบบคละรูปแบบสูง
โดยมากกว่าครึ่งของผู้ทำแบบสอบถามได้ใช้วิธีการสัญจรมากกว่า 1 รูปแบบในการเดินทางหนึ่ง
ครั้ง หรือมากกว่าสองครั้งในแต่ละอาทิตย์ มีแค่ 8 เปอร์เซ็นต์ที่กล่าวว่า พวกเขาไม่
เคยใช้มากกว่าหนึ่งรูปแบบการสัญจรในการเดินทาง นอกจากนี้ผลสำรวจยังพบว่า การใช้รถยนต์
ส่วนตัวมีอัตราเพิ่มขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์ และเป็นรูปแบบการสัญจรที่ผู้ทำแบบสอบถามเลือก
ใช้มากที่สุด ทั้งยังเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา สำหรับการสัญจรในรูปแบบอื่นที่ผู้ทำแบบสอบถาม
ใช้เพิ่มขึ้น ได้แก่ รถไฟฟ้าใต้ดิน รถราง หรือ รถไฟ (27 เปอร์เซ็นต์) รถประจำทาง (20
เปอร์เซ็นต์) และการใช้แอพบริการรถรับ-ส่ง (17 เปอร์เซ็นต์) และ 12 เปอร์เซ็นต์ของผู้
ทำแบบสอบถามกล่าวว่า พวกเขาใช้โปรแกรมการแชร์รถบ่อยขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมา

**นวัตกรรมจากฟอร์ดเพื่อการสัญจรในอนาคต**
 แรงบันดาลใจเบื้องหลังแผนการสัญจรอัจฉริยะ
ของฟอร์ดคือ แนวโน้มใหญ่ระดับโลกทั้ง 4 ประการที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ ได้แก่ จำนวน
ประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล การขยายตัวของชนชั้นกลาง การให้ความสนใจด้านสุขภาพและ
คุณภาพอากาศ และการเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิดและการจัดลำดับความสำคัญต่างๆ ของผู้บริโภค

การหาแนวทางแก้ไขปัญหาสำหรับความท้าทายที่แตกต่างแต่มีความคล้ายคลึงกันนี้ต้องอาศัย
การริเริ่มหลายรูปแบบ ขณะที่ผู้คนปรับเปลี่ยนความคิดว่าการมีรถยนต์ไว้ในครอบครองในโลก
ที่มีประชากรเพิ่มขึ้นนั้นหมายถึงอะไร ฟอร์ดได้ทำการสำรวจโครงการแชร์รถจากทั่วโลก รวม
ถึงการทำวิจัยโครงการที่เมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย

สำหรับการทดลองที่เมืองบังกาลอร์นี้ ฟอร์ดได้ร่วมมือกับซูมคาร์ (ZoomCar) เพื่อสำรวจ
การแชร์รถยนต์ในชุมชนเล็กๆ อย่างเช่น ในละแวกเพื่อนบ้าน ระหว่างครอบครัวและที่ทำงาน
ข้อมูลที่ได้จากรถฟอร์ดเอคโค่สปอร์ตที่มีการติดตั้งโปรแกรมพิเศษนี้จะนำไปใช้เพื่อวิเคราะห์
พฤติกรรมของผู้ขับขี่และตรวจสอบว่ามีการใช้งานรถยนต์อย่างไรบ้าง สิ่งนี้จะช่วยพัฒนา
ระบบใหม่ในการจัดตารางการใช้รถและการบริหารสิทธิในการครอบครองผ่านแพลตฟอร์มการแชร์รถยนต์

แผนการสัญจรอัจฉริยะของฟอร์ดยังได้รวบรวมนวัตกรรมต่างๆ ที่มีในรถยนต์ฟอร์ดทั่วโลกเข้า
ไว้ด้วยกัน รวมถึงระบบเชื่อมต่อการสื่อสารภายในรถยนต์รุ่นล่าสุด ซิงค์ (SYNC) และฟีเจอร์
ช่วยในการขับขี่กึ่งอัตโนมัติอย่างเช่นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบรักษาระยะห่าง
ระหว่างรถคันหน้า (Adaptive Cruise Control) และโครงการวิจัยระยะยาวต่างๆ เช่น โปรแกรม
รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบเต็มรูปแบบของฟอร์ด ภายในสิ้นปีนี้ ฟอร์ดจะมีจำนวนรถยนต์
ขับเคลื่อนอัตโนมัติจำนวนมากที่สุดในบรรดาผู้ผลิตรถยนต์ทั้งหมด โดยมีรถยนต์ขับเคลื่อน
อัตโนมัติจำนวน 30 คันที่ได้รับการทดสอบในสภาพอากาศที่แตกต่างกันในสหรัฐอเมริกา การ
ทดสอบล่าสุดได้ใช้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติของฟอร์ดให้ขับเคลื่อนในความมืดโดยไม่เปิด
ไฟหน้าและยังได้ส่งรถยนต์ดังกล่าวไปทดลองขับเคลื่อนในสภาพอากาศที่มีหิมะปกคลุมเป็นครั้ง
แรกของวงการรถยนต์

เมื่อเร็วๆ นี้ ฟอร์ดได้ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์ม FordPass ที่มอบนิยามใหม่ด้านความสัมพันธ์
ระหว่างผู้ผลิตรถยนต์และผู้บริโภค โดย FordPass ได้รับการออกแบบเพื่อให้ผู้บริโภคเข้า
ถึงบริการด้านการสัญจรได้จาก Marketplace การชำระค่าบริการต่างๆ ได้จาก FordPay การ
โต้ตอบกับผู้ช่วยส่วนตัวด้านการสัญจรไม่ว่าจะเป็นตอนกลางวันหรือกลางคืนกับ FordGuides
และทุกการใช้งานจะกลายเป็นแต้มสะสมสำหรับสมาชิกเพื่อรับรางวัลและสิทธิพิเศษอีกด้วย 
แพลตฟอร์ม FordPass ยังรวมถึง FordHubs ศูนย์มอบประสบการณ์ของฟอร์ด ซึ่งผู้บริโภคสามารถ
เรียนรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมด้านการสัญจรล่าสุดจากฟอร์ด

ฟอร์ดถือเป็นผู้นำด้านการเชื่อมต่อสื่อสารภายในรถยนต์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เมื่อฟอร์ด
ได้เปิดตัวระบบซิงค์ในรถยนต์เป็นครั้งแรก ระบบซิงค์รุ่นแรกมอบการสั่งการด้วยเสียงง่ายๆ
สำหรับการโทรออกและรับสาย รวมถึงควบคุมฟีเจอร์ต่างๆ เช่น เพลงและวิทยุ ช่วยให้ผู้ขับขี่
ไม่จำเป็นต้องละมือจากพวงมาลัยหรือละสายตาจากท้องถนน สำหรับระบบซิงค์ 3 รุ่นล่าสุด 
ฟอร์ดมอบการสั่งงานด้วยเสียงที่เป็นธรรมชาติยิ่งกว่าเคยและยังผสานการทำงานกับ SYNC 
AppLink ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ใช้การสั่งงานด้วยเสียงเพื่อควบคุมแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ท
โฟนได้

“ไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์ขณะเดินทาง การเรียกดูสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ หรือการจอง
รถยนต์ผ่านทางแอพ เทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงวิธีการสัญจรของพวกเราอย่างรวดเร็ว” ลาร์สัน
กล่าว “ฟอร์ดกำลังมองหาแนวทางในการผสานวัตกรรมเหล่านี้เข้ากับรถยนต์ของเรา เพื่อช่วย
ให้การสัญจรสะดวกสบายยิ่งขึ้นและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน”

**รายละเอียดเกี่ยวกับการสำรวจ:** การสำรวจออนไลน์ครั้งนี้จัดทำขึ้นโดย GlobalWebIndex
ให้กับฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี โดยมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามทั้งหมด 12,619 คน จาก 12 ประเทศ
ได้แก่ ออสเตรเลีย (1,053 คน) จีน (1,058 คน) เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชน
จีน ( 1,047 คน) อินเดีย (1,050 คน) อินโดนีเซีย (1,052 คน) มาเลเซีย (1,050 คน) นิวซีแลนด์(
1,050 คน) ฟิลิปปินส์ (1,052 คน) เกาหลีใต้ (1,057 คน) เกาะไต้หวัน (1,050 คน) ไทย (
1,049 คน) และเวียดนาม (1,051 คน) โดยได้ทำการสำรวจเสร็จสิ้นลงเมื่อเดือนมกราคม 2559
ที่ผ่านมา
