# GISTDA จับมือ NASA ยกระดับงานวิจัย Liquid Crystal ส่งขึ้นทดสอบและทดลองในอวกาศ

- Link: https://www.trendymobile.net/2022/04/gistda-research-liquid-crystal-with-nasa/
- Published: 2022-04-19T09:50:19+07:00
- Author: jetboat

[**GISTDA** ](https://www.gistda.or.th/)รุกจับมือองค์การนาซา (**[NASA](https://www.nasa.gov/)**)
และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เร่งศึกษา **“ลิควิดคริสตัล ผลึกเหลวอวกาศ”** เพื่อสร้าง
นวัตกรรมรองรับการประยุกต์ใช้งานจริงในอนาคต

**GISTDA** เดินหน้าสนับสนุนโครงการศึกษาวิจัย **“ลิควิด คริสตัล”** ระยะที่ 2 โดยร่วม
กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และองค์การนาซา (NASA) เพื่อนำงานวิจัยของนักวิจัยไทยขึ้น
ไปทดสอบและทดลองในอวกาศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่และ
เร่งบุกเบิกอุตสาหกรรมอวกาศในไทยให้สามารถสร้างนวัตกรรมสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น
ในอนาคต

![ตัวอย่าง liquid crystal](https://www.trendymobile.net/wp-content/uploads/liquid-
crystal3.jpg)

สืบเนื่องจากการทำบันทึกความเข้าใจระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และองค์การบริหารการ
บินและอวกาศแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ NASA ในการศึกษา “ลิควิดคริสตัล” (Liquid
Crystal) ผลึกเหลวอวกาศ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์
วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว. โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การ
มหาชน) หรือ GISTDA
 ได้ประกาศความพร้อมในการสนับสนุนและส่งเสริมงานวิจัยดังกล่าวอย่าง
เต็มที่ โดยจะนำองค์ความรู้ รวมทั้งจัดสรรบุคลากรและเทคโนโลยีด้านอวกาศที่จำเป็นมาให้
เพื่อให้การศึกษาวิจัยลิควิดคริสตัล เดินหน้า ต่อเนื่อง และเห็นผลเป็นรูปธรรม

**การประสานความร่วมมือครั้งสำคัญ
 

 การดำเนินงานตามโครงการความร่วมมือดังกล่าว มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์เป็นผู้รับผิดชอบกิจกรรมในเชิงวิทยาศาสตร์ของการทดลองนี้ ในขณะที่ GISTDA
รับผิดชอบในการสร้างอุปกรณ์ทดสอบ โดยมีทีมวิศวกรจาก NASA เป็นผู้กำกับดูแลร่วมกับทีม
วิศวกรไทยในการสร้างอุปกรณ์ทั้งหมดให้สอดคล้องกับมาตรการด้านความปลอดภัยของการทดลอง
ที่มีมนุษย์เป็นผู้ควบคุมในอวกาศ การทดลองนี้จะเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยจะได้สร้างอุปกรณ์
ขนาดใหญ่เพื่อให้นักบินอวกาศเป็นผู้นำไปทดสอบและทดลองในอวกาศ และนับเป็นพื้นฐานสำคัญ
ที่จะช่วยให้ทีมงานด้านอวกาศของไทยสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้

![ตัวอย่าง liquid crystal](https://www.trendymobile.net/wp-content/uploads/liquid-
crystal2.jpg)

หากย้อนกลับไปประมาณ 20 ปีก่อน องค์การ NASA เล็งเห็นว่าลิควิด คริสตัลมีมูลค่าทางการ
ตลาดมหาศาล คือ ประมาณ 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี จึงสนใจจะนำลิควิดคริสตัล ไปสร้าง
จอ LCD เพื่อใช้ในอวกาศ จนเป็นที่มาของโครงการศึกษาทดลอง ทั้งนี้ มีนักวิจัยไทยที่เข้า
ร่วมโครงการวิจัยด้านนี้กับ NASA มาก่อนและมีผลงานโดดเด่น โดยโครงการแรกได้ขึ้นทดลอง
บนสถานีอวกาศนานาชาติในปี 2016 ส่วนโครงการวิจัยนี้เป็นโครงการที่ต่อยอดมาจากโครงการ
แรก NASA จึงเลือกทำงานกับนักวิจัยไทยและเดินทางมาสำรวจห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์ว่ามีความพร้อมหรือไม่ อย่างไร

โดยวัตถุประสงค์หลักของงานวิจัย คือเพื่อสร้างอุปกรณ์ขึ้นไปทดลองบนสถานีอวกาศ ซึ่งจะ
ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศมีองค์ความรู้
ในการสร้างสรรค์ผลงานที่ได้มาตรฐานอวกาศ ที่มีความซับซ้อนและความละเอียดสูง ถึงปัจจุบัน
งานวิจัยยังดำเนินอยู่ ผ่านขั้นตอนการทดสอบสมมติฐานบนพื้นโลกแล้ว และมีแผนจะนำอุปกรณ์
ขึ้นทดลองที่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ใน 3-4 ปีข้างหน้า หลังจากผ่านเกณฑ์การพิจารณา
ด้านต่างๆ ของ NASA แล้ว

![ตัวอย่าง liquid crystal](https://www.trendymobile.net/wp-content/uploads/liquid-
crystal.jpg)

งานวิจัยลิควิดคริสตัลดังกล่าวมีทีมนักวิจัยหลักนำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐพร ฉัตร
แถม จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
วิทยานิพนธ์หลัก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อภิชาติ พัฒนโภครัตนา จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะ
วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม พร้อมด้วย
นายธีรทัศน์ ชมโชค นักศึกษาปริญญาโท Dr. Padetha Tin ซึ่งเป็น NASA Senior Scientist
และ ดร.ณัฐวัฒน์ หงส์กาญจนกุล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเทคโนโลยีกิจการอวกาศจาก GISTDA
ร่วมในคณะวิจัยด้วย เพื่อศึกษาลิควิดคริสตัลที่ภาคอุตสาหกรรมจะนำความรู้ไปต่อยอดได้
นอกจากนี้ ทาง NASA ยังได้ตอบรับให้งานวิจัยดังกล่าวเข้าร่วมในโครงการ OASIS 2 ซึ่ง
เป็นโครงการที่ศึกษาจุดพร่องในลิควิดคริสตัลชนิด Smectic ในอวกาศ

งานวิจัยลิควิดคริสตัลของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐพร ฉัตรแถม จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ชิ้นนี้ ถือเป็นงานวิจัยเพื่ออนาคตที่มีความสำคัญต่อโลกเป็นอย่างมาก และเป็นงานวิจัย
ขั้นสูงที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึก ที่ผ่านมาในการดำเนินงานในระยะที่ 1 GISTDA ได้ร่วมทำการ
วิจัยและสนับสนุนงานด้านวิศวกรรมและเครื่องมือสำคัญสำหรับการทดลองต่างๆ และยังได้มี
ส่วนสำคัญในการพัฒนาบุคลากรของโครงการให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเข้ามาฝึกและ
ร่วมทำงานอยู่ที่ GISTDA อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี งานระยะที่ 1 สำเร็จไปได้ด้วยดี
พอมาถึงระยะที่ 2 เนื่องด้วยการทดลองในอวกาศต้องมีชุดทดสอบที่ต้องมีความละเอียดเป็น
พิเศษและต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย เพราะสภาพแวดล้อมบนพื้นโลกกับอวกาศมีความแตกต่างกัน
อย่างมาก ดังนั้น ส่วนที่ GISTDA จะดำเนินการต่อไป คือ สนับสนุนงานวิจัยโดยใช้โครงสร้าง
พื้นฐานด้านอวกาศที่เราพัฒนาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นห้องปฏิบัติการที่จะใช้ทดสอบด้านบรรยากาศ
สิ่งแวดล้อม อุณหภูมิ ความสั่นสะเทือนในสภาวะอากาศเสมือนจริง รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์
ภายในศูนย์ทดสอบและประกอบดาวเทียมแห่งชาติ เชื่อว่าการสนับสนุนของ GISTDA จะช่วยเติม
เต็มความรู้ด้านวิศวกรรมอุปกรณ์ ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาอุปกรณ์ให้มีคุณสมบัติ
ตามมาตรฐานที่จะส่งขึ้นไปทดสอบและทดลองบนสถานีอวกาศได้

แม้จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด แต่ก็มีการแบ่งงานกันอย่างชัดเจน โดยนักวิทยาศาสตร์จาก
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สร้างอุปกรณ์ที่ใช้ภาคพื้นดิน จากนั้นให้ทาง GISTDA ที่มีความ
พร้อมด้านการผลิตและอุปกรณ์ในการทดสอบ ช่วยออกแบบให้สามารถใช้งานได้ในอวกาศ ส่วน NASA
ส่งผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำเพิ่มเติมและติดตามผล มีการประชุมกันทุกสัปดาห์
ส่วนผู้วิจัยได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในเรื่องงบประมาณและวัสดุ
ครุภัณฑ์

**ปลดล็อกความท้าทายในการพัฒนา
 

 ปกตินักวิจัยจะทำงานในห้องปฏิบัติการบนภาคพื้นดิน
และสาเหตุที่นักวิจัยไม่สามารถขึ้นไปทำการทดลองเองบนสถานีอวกาศได้ เนื่องจากผู้ทำการ
ทดลองบนสถานีอวกาศต้องเผชิญกับสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง ซึ่งต้องมีร่างกายที่พร้อมและผ่าน
ขั้นตอนทดสอบต่างๆ มากมาย นับเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งของการวิจัยขั้นสูง การเข้ามาของ
GISTDA จึงช่วยปิดช่องว่างให้โครงการนี้ ประกอบกับการที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์
วิจัยและนวัตกรรม มีแผนงานและนโยบายสนับสนุนโครงการอวกาศในระยะยาว การร่วมมือกับองค์กร
ด้านอวกาศระดับโลกอย่าง NASA ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาองค์ความรู้
ใหม่และบุกเบิกอุตสาหกรรมอวกาศไปพร้อมกัน เพราะข้อมูลของงานวิจัยนี้เปิดให้หน่วยงาน
รัฐและเอกชนสามารถเข้ามาศึกษาได้

ก่อนหน้านี้ GISTDA เคยร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ส่งงานวิจัยโปรตีนขึ้นไปทดสอบการเกิดผลึกของโปรตีนบนสถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อพัฒนาไป
เป็นวัคซีนป้องกันไข้มาลาเรีย ในส่วนของลิควิดคริสตัล (Liquid Crystal) ซึ่งเป็นวัสดุ
ใกล้ตัวในชีวิตประจำวันที่นิยมใช้ในการผลิตหน้าจอโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์(
หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า LCD) หากพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น จะสามารถนำไปต่อยอด
เป็นนวัตกรรมที่ก่อประโยชน์อย่างมากกับมนุษยชาติ เช่นเดียวกับหลายสิ่งรอบตัวที่เป็น
ผลมาจากงานวิจัยอื่นๆ ที่เคยนำขึ้นไปทดสอบและทดลองในอวกาศ เช่น แว่นกันแดด ตีนตุ๊กแก
ฉนวนกันความร้อน รวมถึงระบบการหาตำแหน่งทั่วโลก (Global Positioning System: GPS)

**สร้างรากฐานสู่การต่อยอดในอนาคต
 

 จากโครงการศึกษาวิจัย “ลิควิดคริสตัล ผลึกเหลว
อวกาศ” นับเป็นโอกาสอันดีที่แวดวงการศึกษาและวิจัยของไทยจะได้เปิดโลกทัศน์ด้วยการเข้า
ร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอวกาศเพื่อเป็นพื้นฐาน สู่การต่อยอดในอนาคต ขณะนี้
มหาวิทยาลัยเปิดให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชม ทั้งในส่วนของกิจกรรมที่กำลังดำเนินการและห้อง
ปฏิบัติการ มีการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่กว้างขวางมากขึ้น โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์
หลายหลักสูตรของมหาวิทยาลัยระดับโลกเปิดให้เรียนออนไลน์ได้ โดย GISTDA มีแนวนโยบายใน
การสนับสนุนความรู้ทางอวกาศในทุกระดับ เริ่มตั้งแต่ Space Inspirium ซึ่งเป็นแหล่งเรียน
รู้ในทุกระดับที่ทำให้ผู้เข้าชมเกิดแรงบันดาลใจ นำไปสู่จินตนาการ เหนือความรู้ทั้งปวง
ระดับนักศึกษาและโครงการฝึกงาน ตลอดจนการส่งเสริมอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศไทย ในรูปแบบ
ของการส่งเสริมสตาร์ทอัพ หรือการร่วมทำงานกับ GISTDA เป็นต้น

![ตัวอย่าง liquid crystal](https://www.trendymobile.net/wp-content/uploads/liquid-
crystal1.jpg)

ในฐานะหน่วยงานด้านอวกาศของประเทศ GISTDA ยังคงขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกมิติและพัฒนา
งานวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยมีโรดแมปด้านการวิจัยระบบโลกและอวกาศที่ชื่อว่า
ESS หรือ Earth Space System ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของเสาหลักการทดลองวิจัยอวกาศระบบโลก 
ดังนั้น จุดเริ่มต้นของการดำเนินงานในครั้งนี้จึงเป็นการจุดประกายที่สำคัญของการวิจัย
อวกาศในไทย อีกทั้ง ปัจจุบัน GISTDA ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับโครงการสำคัญต่างๆ มากมาย
อาทิ โครงการ Artemis ซึ่งเป็นโครงการด้านอวกาศที่อยู่ภายใต้การดูแลของ NASA ซึ่งตั้ง
เป้าไว้ว่าจะพานักบินอวกาศไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งในปี 2024 รวมถึงโครงการด้านการ
ออกแบบหุ่นยนต์เพื่อใช้ในภารกิจต่างๆ ทั้งนี้ เชื่อว่าทุกๆ งานวิจัยในอวกาศที่เราเข้าไป
มีส่วนร่วมจะช่วยเปิดทางสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจอวกาศของประเทศได้ต่อไปในอนาคต
