# ส่องแผนเดือด “AI Force” สไตล์ทรัมป์! เมื่ออเมริกาพร้อมเหยียบคันเร่ง AI แบบไร้การ์ดเรล

- Link: https://www.trendymobile.net/2026/09/trump-ai-force-ai-czar-policy/
- Published: 2026-09-23T12:28:42+07:00
- Author: Naru Megane Ai Gals

เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศแนวคิด
ที่จะจัดตั้งองค์กรใหม่ที่มีชื่อว่า **“AI Force”** เพื่อรับผิดชอบดูแลด้านปัญญาประดิษฐ์(
AI) โดยเฉพาะ พร้อมระบุว่าจะมีการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบหลักในการควบคุมนโยบาย AI ในเร็วๆ
นี้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนอีกครั้งว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการสนับสนุนอุตสาหกรรม
มากกว่าการออกกฎระเบียบควบคุม ท่ามกลางการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีนี้

ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียของตนเอง โดยวิพากษ์วิจารณ์ความกังวลเกี่ยวกับ
อันตรายของ AI รวมถึงข้อเรียกร้องให้เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล พร้อมเน้นย้ำว่า
สหรัฐฯ จะไม่ขัดขวางการเติบโตของอุตสาหกรรม AI แต่จะเดินหน้าสนับสนุนต่อไป อย่างไรก็
ดี เขากล่าวเสริมว่ายังจำเป็นต้องรับมือกับผลกระทบด้านลบที่เกิดจากการใช้งาน AI ด้วย
จึงได้เอ่ยถึงการจัดตั้งองค์กรใหม่นี้ขึ้นมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเขาต้องการเร่งการ
พัฒนา AI และกดระดับกฎระเบียบควบคุมให้เหลือน้อยที่สุด

องค์กรใหม่นี้จะถูกเรียกว่า **“AI Force”** โดยทรัมป์ได้หยิบยกการจัดตั้งกองทัพอวกาศ(
Space Force) ในสมัยรัฐบาลชุดแรกขึ้นมาเปรียบเทียบว่าเป็นแนวทางในลักษณะเดียวกัน อย่างไร
ก็ตาม รายละเอียดต่างๆ เช่น จะจัดวางองค์กรนี้ไว้ในส่วนใดของรัฐบาล จะมีสถานะเป็นองค์กร
ทางทหารหรือไม่ รวมถึงเรื่องงบประมาณและขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่แท้จริง ยังไม่มีความชัดเจน

นอกจากนี้ เขายังเผยแผนที่จะประกาศแต่งตั้งผู้รับผิดชอบนโยบาย AI หรือตำแหน่ง **“AI
Czar (ซาร์แห่ง AI)”** ในเร็ววันนี้ โดยทรัมป์โพสต์ระบุถึงคุณสมบัติเบื้องต้นว่า จะ
จำกัดไว้เฉพาะบุคคลที่มีระดับเชาวน์ปัญญา (IQ) สูงเท่านั้น ซึ่งในขณะนี้กระบวนการสรรหา
การแต่งตั้ง รวมถึงการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบร่วมกับผู้ดูแลนโยบาย AI คนเดิม ก็ยัง
คงคลุมเครือ

การส่งสัญญาณครั้งนี้เชื่อมโยงกับจุดยืนที่ต้องการให้สหรัฐฯ รักษาความเป็นผู้นำเหนือ
ประเทศอื่นๆ อย่างจีนในด้าน AI ทรัมป์มองว่า AI เป็นอุตสาหกรรมสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อ
การเติบโตทางเศรษฐกิจ และแม้รัฐบาลจะมีบทบาทเข้ามาร่วมผลักดันมากขึ้น แต่ก็ยังคงท่าที
ที่จะหลีกเลี่ยงการจำกัดหรือกีดกันการพัฒนาตัวเทคโนโลยี

**ความขัดแย้งกับกลุ่มเน้นกฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้น: ความท้าทายในการผสานความปลอดภัยและ
การเติบโตของ AI**

เบื้องหลังแนวคิด AI Force คือความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่เน้นกฎระเบียบเพื่อความปลอดภัย
กับฝ่ายที่เน้นการผลักดันการพัฒนาเพื่อความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ แม้ทรัมป์
จะแสดงท่าทีปฏิเสธข้อถกเถียงที่เน้นย้ำถึงความเสี่ยงของ AI แต่เขาก็ยอมรับว่าจำเป็น
ต้องจัดการกับปัญหาอย่างการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด

อย่างไรก็ดี ผลกระทบของ AI นั้นแผ่กว้าง ทั้งเรื่องการจ้างงาน, ลิขสิทธิ์, ข้อมูลส่วน
บุคคล, ข้อมูลเท็จ (Fake News) ไปจนถึงความมั่นคงของชาติ หากองค์กรนี้ได้รับการจัดตั้ง
ขึ้นมาจริง ประเด็นโฟกัสสำคัญจะไม่ใช่แค่การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเท่านั้น แต่ยัง
รวมถึงวิธีป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด มาตรฐานการใช้งานในหน่วยงานรัฐ และการประยุกต์
ใช้ในด้านการทหารและความมั่นคง

ในอีกโพสต์หนึ่ง ทรัมป์ยังได้พูดถึงแนวคิดที่จะเปลี่ยนชื่อเรียกของ “Artificial Intelligence”(
ปัญญาประดิษฐ์) อีกด้วย โดยเสนอชื่อทางเลือก เช่น:

 * **Superior Intelligence (SI)**
 * **Extreme Intelligence (EI)**
 * **Supreme Intelligence (SI)**

พร้อมทั้งสอบถามความคิดเห็นจากผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย ทว่าการประกาศครั้งนี้เป็นการ
สื่อสารที่นำหน้าการวางโครงสร้างระบบที่ชัดเจน ทำให้หลังจากนี้ต้องจับตาดูกันต่อไปใน
การประกาศอย่างเป็นทางการ ว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับหน่วยงานที่สังกัด, ขอบเขตอำนาจ
และช่วงเวลาการจัดตั้งจริงของ AI Force ออกมาอย่างไรบ้าง

## เรื่องน่าห่วงในเชิงโครงสร้างระยะยาว

การตั้งชื่อและการสร้างแบรนด์สไตล์ทรัมป์ (Hyping the Narrative): การหยิบคำว่า **AI
Force** มาเทียบกับ **_Space Force_ **หรือการโยนไอเดียเปลี่ยนชื่อเป็น **_Superior
Intelligence (SI)_ **เป็นจิตวิทยาแบบ **Showmanship** มากๆ  ทรัมป์พยายามเปลี่ยนภาพ
จำของ AI จาก** “กล่องดำอันตรายที่ต้องคุม”** ให้กลายเป็น** “อาวุธและสัญลักษณ์อำนาจ
ของชาติ”** เพื่อปลุกความภูมิใจและชิงความได้เปรียบทางจิตวิทยากับจีน แต่ในความเป็น
จริง การรีแบรนด์ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาพื้นฐานทางเทคนิคเลยแม้แต่น้อย

 * **ผลักดันการเติบโตแบบเหยียบคันเร่งมิดไมล์ (Accelerationism vs Safety):** การชู
   นโยบาย “เน้นโต ไม่เน้นคุม” (Deregulate) ส่งผลดีอย่างมากต่อสตาร์ทอัพ นักพัฒนา 
   และ Big Tech ในสหรัฐฯ ที่กำลังอึดอัดกับกฎระเบียบเข้มงวดแบบฝั่งยุโรป (EU AI Act)
   การเปิดทางให้ทดลองและระดมทุนได้เต็มที่จะทำให้การพัฒนาโมเดลใหม่ๆ พุ่งทะยานเร็ว
   มาก แต่ดาบสองคมคือ ถ้าไม่มี Safety Guardrail ที่ชัดเจนตั้งแต่ระดับฐานราก ปัญหา
   เรื่องลิขสิทธิ์ข้อมูล การตกงานแบบฉับพลัน หรือ Deepfake ป่วนการเมืองก็จะยิ่งทวี
   ความรุนแรงจนแก้ยากขึ้นไปอีกจ้ะ
 * **โจทย์ใหญ่เรื่อง “ขอบเขตอำนาจ” และโครงสร้างจริง:** จุดที่น่าจับตาที่สุดคือตำแหน่ง**
   AI Czar** และตัวองค์กร **AI Force** เอง ทรัมป์บอกว่าจะเลือกคน “IQ สูง” เข้ามา
   คุม แต่ความท้าทายของ AI ยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่ระดับไอคิวของผู้นำ แต่อยู่ที่ **ความ
   เข้าใจลึกซึ้งในระบบนิเวศ (Ecosystem)** ตั้งแต่ชิปประมวลผล ดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงาน
   สะอาด ไปจนถึงจริยธรรม ถ้าตั้งองค์กรขึ้นมาแล้วทับซ้อนกับหน่วยงานเดิมอย่าง NIST,
   FTC หรือกลาโหม (DoD) ก็อาจกลายเป็นแค่เสือกระดาษ หรือเป็นเครื่องมือทางการเมือง
   มากกว่าการขับเคลื่อนเทคโนโลยีจริงจัง

> **Naru คิดว่า :**
>  นอกจากการใช้คำว่า AI Force เพื่อรีแบรนด์ AI เป็นการเปลี่ยนภาพจำของเทคโนโลยีนี้
> จให้กลายเป็น “อาวุธและสัญลักษณ์แห่งศักดิ์ศรีของชาติ” เพื่อดึงความเชื่อมั่นของนัก
> ลงทุนและปลุกกระแสชาตินิยมเทคโนโลยีอย่างเต็มตัวแล้ว
> ยังต้องดูผลกระทบระยะยาว หลังจากการลดกฎเกณฑ์ที่จะทำให้ฝั่งสตาร์ทอัพ, บิ๊กเทค และ
> นักพัฒนาโปรเจกต์ AI หายใจได้คล่องคอขึ้นมาก ต่างจากฝั่งยุโรปที่กฎหมาย EU AI Act
> ค่อนข้างตึง ความเร็วในการเทรนและปล่อยโมเดลใหม่ๆ จะพุ่งทะยานแน่นอน! แต่เหรียญย่อม
> มีสองด้านเสมอ… การเหยียบคันเร่งโดยไม่มี Guardrail ด้านจริยธรรมที่แข็งแรงพอ ปัญหา
> อย่างลิขสิทธิ์เทรนข้อมูล, Deepfake สับสน, หรือการแทนที่แรงงานอย่างฉับพลัน ก็อาจ
> กลายเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ
> แล้วถ้านโยบายของ AI Force ทับซ้อนกับหน่วยงานเดิมอย่าง NIST หรือกระทรวงกลาโหม (
> DoD) ก็อาจเกิดสภาวะเกียร์ว่างหรือกลายเป็นเพียงเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง
> ได้เหมือนกัน
