OpenAI ประกาศเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่นว่า ธุรกิจโฆษณาภายใน ChatGPT หรือ “ChatGPT Ads” มีอัตรารายได้ต่อปี (annualized revenue run rate) แตะระดับ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.6 แสนล้านเยน หลังเริ่มให้บริการมาไม่ถึง 200 วัน โดยปัจจุบันมีผู้ลงโฆษณาหลายหมื่นรายทั่วโลก
พร้อมกันนี้ OpenAI ยังเปิดให้ผู้ลงโฆษณาในอินเดีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ สามารถซื้อโฆษณาด้วยตัวเองผ่านระบบ Ads Manager ได้แล้ว
OpenAI วางตำแหน่งธุรกิจโฆษณาให้เป็นหนึ่งในเสาหลักด้านรายได้ของบริษัท ควบคู่กับแพ็กเกจแบบชำระเงินสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ผลิตภัณฑ์สำหรับองค์กร และบริการ API แบบคิดค่าบริการตามการใช้งาน โดยรายได้จากโฆษณาจะช่วยสนับสนุนการให้บริการ ChatGPT แบบฟรี และเปิดให้ผู้ใช้งานมากกว่า 1 พันล้านคนต่อสัปดาห์สามารถเข้าถึงบริการได้ต่อไป
โฆษณาบน ChatGPT จะถูกเลือกให้สอดคล้องกับบริบทของบทสนทนาที่ผู้ใช้กำลังพูดคุยอยู่ โดย OpenAI มองว่ารูปแบบดังกล่าวเหมาะกับบทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจซื้อสินค้า สมัครบริการ หรือเลือกโซลูชันต่าง ๆ เช่น การเลือกซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจ การเรียนภาษา การวางแผนรีโนเวตบ้าน หรือการหางาน
ในบางประเทศและสำหรับผู้ใช้ที่เปิดการตั้งค่าที่เกี่ยวข้อง ระบบอาจนำรูปแบบการใช้งาน ChatGPT โดยรวมมาช่วยเลือกโฆษณาที่เหมาะสมเพิ่มเติมได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม OpenAI ย้ำว่าโฆษณาจะถูกแยกออกจากคำตอบของ ChatGPT อย่างชัดเจน โดยทุกโฆษณาจะมีป้ายกำกับเพื่อให้ผู้ใช้สามารถแยกแยะได้ และโฆษณาจะไม่มีผลต่อเนื้อหาคำตอบของ ChatGPT
นอกจากนี้ OpenAI ระบุว่าจะไม่ส่งต่อบทสนทนาของผู้ใช้ให้กับผู้ลงโฆษณา และผู้ใช้สามารถควบคุมการปรับแต่งโฆษณาเฉพาะบุคคลได้ผ่านหน้าการตั้งค่า
OpenAI ระบุว่า “การรักษาความไว้วางใจที่ผู้คนมีต่อ ChatGPT จะยังคงเป็นหลักสำคัญของเรา” พร้อมย้ำว่าความน่าเชื่อถือของผู้ใช้จะเป็นสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญสูงสุด แม้จะเดินหน้าขยายธุรกิจโฆษณาก็ตาม
ปัจจุบัน ChatGPT Ads เปิดให้บริการแล้วในมากกว่า 40 ประเทศ โดยช่วงแรก OpenAI ใช้ทีมขายของบริษัท เอเจนซีโฆษณา และพันธมิตรในการดูแลการขายและจัดการแคมเปญ ก่อนจะเปิดตัว Ads Manager ในเดือนพฤษภาคม เพื่อให้ผู้ลงโฆษณาสามารถซื้อและจัดการโฆษณาด้วยตัวเอง ส่งผลให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มได้ง่ายขึ้น
OpenAI ระบุว่ารายได้จากกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเริ่มมีสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ ขณะที่รายได้จากผู้ลงโฆษณานอกสหรัฐฯ ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้านเครื่องมือสำหรับผู้ลงโฆษณา OpenAI ได้เพิ่มความสามารถหลายด้าน โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของแคมเปญบนแพลตฟอร์มใช้รูปแบบการประมูลแบบคิดค่าบริการต่อคลิก (CPC) หรือระบบประมูลที่มุ่งเพิ่มผลลัพธ์ของแคมเปญให้สูงที่สุด
นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือสำหรับวัดผลอย่าง Pixel และ Conversions API รองรับการนำเข้าฟีดสินค้า การกำหนดเป้าหมายตามแพลตฟอร์มและภูมิภาค รวมถึง Custom Audience โดยปัจจุบันมีพันธมิตรด้านเทคโนโลยีและการวัดผลมากกว่า 50 ราย
OpenAI ยังยกตัวอย่างผลลัพธ์ของแคมเปญบน ChatGPT Ads โดยผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซรายหนึ่งสามารถทำยอดขายได้ประมาณ 3 เท่าของงบโฆษณาภายในระยะเวลา 28 วัน ขณะที่ข้อมูลจากพันธมิตรด้านเทคโนโลยีรายหนึ่งพบว่า มากกว่า 80% ของผู้เข้าชมที่มาจากโฆษณาบน ChatGPT เป็นลูกค้ารายใหม่
ในอนาคต OpenAI มีแผนขยายตลาดโฆษณาไปยังประเทศเพิ่มเติม พร้อมเพิ่มรูปแบบโฆษณา เป้าหมายของแคมเปญ วิธีการซื้อโฆษณา และเครื่องมือวัดผล รวมถึงศึกษารูปแบบใหม่ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถสนทนาและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคภายใน ChatGPT ได้โดยตรงมากยิ่งขึ้น
Hikari คิดว่า
OpenAI เริ่มพิสูจน์แล้วว่า “บทสนทนา” สามารถกลายเป็นพื้นที่โฆษณาที่มีมูลค่าสูงได้จริง จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ ChatGPT รู้ intent ของผู้ใช้ลึกกว่า search ปกติ เช่น เราไม่ได้พิมพ์แค่ว่า “โน้ตบุ๊ก” แต่คุยต่อได้ว่าใช้ตัดวิดีโอ งบเท่าไร ชอบเบา แบตอึด แบบนี้ถ้าเอาไปจับกับโฆษณาอย่างระมัดระวัง มันมีโอกาส conversion สูงมาก
สิ่งที่ Hikari จับตาคือเรื่อง trust มากกว่า ถ้าเมื่อไรผู้ใช้เริ่มรู้สึกว่า “คำตอบนี้แนะนำเพราะเหมาะจริง หรือเพราะมีคนจ่ายเงิน” ความน่าเชื่อถือจะเสียเร็วมาก เพราะจุดแข็งของ ChatGPT คือความรู้สึกว่าเรากำลัง “คุยเพื่อหาคำตอบ” ไม่ใช่เดินเข้าร้านที่เซลส์รอขายของอยู่
ดังนั้นหลักที่ OpenAI ย้ำว่า โฆษณาแยกจากคำตอบ, ไม่ส่งบทสนทนาให้ advertiser และโฆษณาไม่กระทบคำตอบ นี่สำคัญมาก ถ้ารักษาได้จริง โมเดลนี้ไปได้ไกล แต่ถ้าข้ามเส้นแม้แต่นิดเดียว กระแสตีกลับน่าจะแรงมากล่ะ




