บริษัท อีตั้น อิเล็คทริค (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน “Eaton Future-Ready Data Center Forum” ภายใต้แนวคิด “Powering the Next Generation of Digital Infrastructure” เพื่อแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ในยุคปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI พร้อมนำเสนอโซลูชันด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ระบบทำความเย็น และซอฟต์แวร์อัจฉริยะ ที่ช่วยให้องค์กรสร้างศูนย์ข้อมูลที่มีเสถียรภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต

ภายในงาน Eaton ได้ถ่ายทอดแนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล ซึ่งกำลังเผชิญกับความต้องการด้านพลังงานและความหนาแน่นของการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นจาก AI รวมถึงการประมวลผลสมรรถนะสูง หรือ High-Performance Computing การออกแบบศูนย์ข้อมูลยุคใหม่จึงจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และการบริหารจัดการด้วยข้อมูล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ ความสามารถในการขยายระบบ และความยั่งยืน
Data Center ยุค AI ต้องพร้อมรับ Workload ที่เพิ่มขึ้น

คุณ สุภัทรา รามสูต ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อีตั้น อิเล็คทริค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของ AI กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการออกแบบและบริหารจัดการศูนย์ข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญ องค์กรจึงต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับภาระงาน หรือ Workload ที่เพิ่มขึ้น พร้อมมีความยืดหยุ่นต่อการขยายระบบในอนาคต
แนวโน้มดังกล่าวทำให้ศูนย์ข้อมูลต้องให้ความสำคัญมากขึ้นกับความต่อเนื่องของระบบไฟฟ้า การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการควบคุมความร้อนที่เกิดจากภาระงานประมวลผลความหนาแน่นสูง โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่รองรับ AI, High-Performance Computing และ Cloud Computing
ชู Power Train Unit และ UPS ลดความซับซ้อนระบบจ่ายไฟ
ภายในงาน Eaton ได้นำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันสำคัญสำหรับศูนย์ข้อมูลยุค AI อาทิ Power Train Unit หรือ PTU ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนของระบบจ่ายไฟ รองรับการติดตั้งและขยายระบบได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรองรับการเติบโต
นอกจากนี้ Eaton ยังนำเสนอโซลูชันเครื่องสำรองไฟฟ้า หรือ UPS สำหรับศูนย์ข้อมูล เพื่อช่วยสร้างความต่อเนื่องในการดำเนินงาน ปกป้องอุปกรณ์สำคัญจากปัญหาคุณภาพไฟฟ้า และเพิ่มความมั่นใจให้กับระบบที่รองรับภารกิจสำคัญทางธุรกิจ
ระบบทำความเย็นสำหรับ High Density และ AI Workload
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของงานคือโซลูชันระบบทำความเย็นสำหรับศูนย์ข้อมูลประสิทธิภาพสูง และศูนย์ข้อมูลที่ต้องรองรับ High Density และ AI Workload ซึ่งมีความท้าทายด้านการจัดการความร้อนมากกว่าระบบทั่วไป
Eaton ระบุว่า การวางระบบพลังงานไฟฟ้าและระบบทำความเย็นควรทำงานสอดประสานกันตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานมีความยืดหยุ่นและขยายได้ หรือ Flexible และ Scalable แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมรักษาเสถียรภาพการทำงานของอุปกรณ์ภายในศูนย์ข้อมูล
Brightlayer Software Suite เพิ่มการมองเห็นและบริหารจัดการแบบเรียลไทม์

ภายในงานยังมีการนำเสนอ Eaton ตอกย้ำอนาคต Data Center ไทยยุค AI ชูโซลูชันพลังงาน ระบบทำความเย็น และซอฟต์แวร์อัจฉริยะ แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์อัจฉริยะจาก Eaton ที่ช่วยให้ผู้ดูแลศูนย์ข้อมูลสามารถติดตามสถานะระบบแบบเรียลไทม์ บริหารจัดการสินทรัพย์ วางแผนการบริหารพลังงาน หรือ Power Management และใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
แพลตฟอร์มดังกล่าวยังช่วยลดการหยุดทำงานของระบบ เพิ่มความน่าเชื่อถือ และสนับสนุนการบริหารจัดการศูนย์ข้อมูลให้มีประสิทธิผลมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่องค์กรต้องรับมือกับปริมาณข้อมูลและภาระงานประมวลผลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทยระยะยาว
การจัดงาน Eaton Future-Ready Data Center Forum สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Eaton ในการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย ผ่านโซลูชันที่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบพลังงานที่มีความน่าเชื่อถือ ระบบทำความเย็นขั้นสูง ไปจนถึงซอฟต์แวร์อัจฉริยะ
Eaton มุ่งช่วยให้องค์กรสามารถสร้างศูนย์ข้อมูลที่พร้อมรองรับอนาคต และร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของ AI, Cloud Computing และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว
Eaton เป็นบริษัทบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะที่มุ่งมั่นในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก บริษัทพัฒนาโซลูชันและผลิตภัณฑ์สำหรับหลากหลายอุตสาหกรรม ครอบคลุมศูนย์ข้อมูล สาธารณูปโภค ภาคอุตสาหกรรม อาคารพาณิชย์และสถาบัน ผู้ผลิตเครื่องจักร ที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ รวมถึงภาคการคมนาคมและยานยนต์
Eaton ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2454 และเติบโตอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วโลก ในปี 2568 บริษัทมีรายได้ 27.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และให้บริการลูกค้าในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก




