Panasonic Connect ได้ประกาศผลการดำเนินงานในปี 2024 และแผนการในอนาคตสำหรับบริการผู้ช่วย AI สำหรับพนักงานภายในบริษัทที่ชื่อว่า “ConnectAI”
ConnectAI เป็นบริการผู้ช่วย AI ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (LLM) จาก OpenAI, Google และ Anthropic ซึ่งเริ่มนำมาใช้กับพนักงานในประเทศทั้งหมดประมาณ 11,600 คนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2023 โดยบริษัทได้ตั้งเป้าหมาย 3 ประการในการนำ Generative AI มาใช้ในการทำงาน ได้แก่
(1) เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
(2) เพิ่มพูนทักษะด้าน AI ของพนักงาน และ
(3) ลดความเสี่ยงจากการใช้ Shadow AI (การใช้ไอทีที่ไม่ได้รับอนุญาต)
จากการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งาน Generative AI พบว่า ในปี 2024 สามารถลดชั่วโมงการทำงานลงได้ถึง 448,000 ชั่วโมง (เพิ่มขึ้น 2.4 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว) ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มผลิตภาพของพนักงานจำนวนมาก ความสำเร็จนี้มีปัจจัยหลักมาจากการที่พนักงานมีทักษะการใช้ AI ที่สูงขึ้น ทำให้วิธีการใช้งานเปลี่ยนจาก “การถาม” เป็น “การสั่งงาน” นอกจากนี้ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี Generative AI ยังทำให้มีการนำไปใช้กับรูปภาพและเอกสารมากขึ้น
จำนวนครั้งในการใช้งานเพิ่มขึ้นประมาณ 1.7 เท่าจากปีที่แล้วเป็น 2.4 ล้านครั้ง เวลาที่ประหยัดได้ต่อการใช้งานหนึ่งครั้งเพิ่มขึ้น 1.4 เท่าเป็น 28 นาที และอัตราผู้ใช้งานที่ไม่ซ้ำกันต่อเดือนเพิ่มขึ้น 14.3 จุดเป็น 49.1%
ในด้านการเขียนโปรแกรม มีการนำ AI ไปใช้ในการสร้างโค้ดทั้งหมดโดยอัตโนมัติและปรับปรุงโค้ดที่มีอยู่เดิม (Refactoring) ส่วนในด้านการสร้างสรรค์ผลงาน ถูกนำไปใช้ในการจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานและมาตรฐานทางธุรกิจต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์ในสถานการณ์ที่ต้องมีการสั่งงาน เช่น การตรวจสอบเอกสาร และการวิเคราะห์ความคิดเห็นในแบบสอบถาม
ในปีงบประมาณ 2025 บริษัทมีแผนที่จะขยายขอบเขตการใช้งาน AI เฉพาะทางเพื่อเร่งประสิทธิภาพการทำงานให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้จะเริ่มนำ AI Agent มาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจเพื่อมุ่งสู่การเพิ่มผลิตภาพให้สูงขึ้นไปอีก
เบื้องต้น บริษัทได้ส่งเสริมการนำ Generative AI มาใช้ในงานโดยการนำ AI เฉพาะทางที่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับงานเฉพาะของบริษัทได้ ซึ่งปัจจุบันมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในหลายสาขา เช่น การควบคุมคุณภาพ การสนับสนุนด้านไอที และการฝึกอบรมบุคลากร โดยมีการเปิดเผยกรณีตัวอย่างแล้ว 7 กรณี และอีก 16 กรณีกำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ นอกจากนี้ยังได้เริ่มเปิดให้พนักงานสามารถอัปโหลดเอกสารของตนเองเพื่อให้ AI ช่วยสรุป ตรวจสอบ หรือสร้างคำถาม-คำตอบได้อีกด้วย
ขณะเดียวกัน ได้เริ่มมีการทดลองใช้ AI Agent ใน 3 ขอบเขตงาน ได้แก่ การบัญชี (ช่วยในการจัดทำเอกสารเพื่อขออนุมัติ), กฎหมาย (ช่วยตรวจสอบตามกฎหมายว่าด้วยการรับเหมาช่วง), และการตลาด (ช่วยร่างและแก้ไขอีเมล) ในอนาคต บริษัทมีแผนที่จะแบ่งประเภทของ AI Agent ออกเป็น 3 แบบ ได้แก่ “แบบนำทาง (Navigator)”, “แบบเวิร์กโฟลว์ (Workflow)”, และ “แบบใช้งานทั่วไป (General-purpose)” โดยจะเลือกประเภทที่เหมาะสมตามข้อกำหนดของงานและความเป็นไปได้ทางเทคนิคเพื่อขยายขอบเขตการใช้งานให้กว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมระบบอัตโนมัติและประสิทธิภาพในการทำงานให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก




