Google ประกาศเปิดตัว Gemini Spark เอเจนต์ AI ส่วนตัวในประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเปิดให้ใช้งานในรูปแบบเวอร์ชัน Beta สำหรับผู้สมัครบริการแพ็กเกจ Ultra (ราคาตั้งแต่ 14,500 เยน/เดือน) ก่อนเป็นกลุ่มแรก ทั้งนี้ ผู้บริหารของ Google ยังได้ส่งสัญญาณว่าอาจจะขยายสิทธิ์การเข้าถึงไปยังผู้ใช้งานแพ็กเกจ Pro (ราคา 2,900 เยน/เดือน) ในอนาคตอีกด้วย

โครงสร้างพื้นฐานของ Gemini Spark ขับเคลื่อนด้วยโมเดล AI 「Gemini 3.5」 ร่วมกับ Harness จากแพลตฟอร์มการพัฒนาเอเจนต์ 「Google Antigravity」
ตัวระบบสามารถเชื่อมต่อกับ Gmail, Google Calendar, Google Docs และบริการอื่นๆ เพื่อทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล จัดระเบียบข้อมูล และจัดสรรตารางเวลาได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงในรูปแบบ Background Task จุดเด่นสำคัญคือระบบสามารถทำงานบน Cloud ได้ตลอดเวลา แม้ว่าสมาร์ทโฟนหรือ PC ของผู้ใช้จะปิดเครื่องอยู่ก็ตาม
นอกจากนี้ ยังรองรับการเชื่อมต่อกับเครื่องมือต่างๆ ใน Google Workspace, แอปพลิเคชันจากบริษัทพาร์ทเนอร์ รวมถึงรองรับ Custom MCP (Model Context Protocol) ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถนำแอปพลิเคชันอื่นๆ มาเชื่อมต่อเข้ากับ Spark ได้โดยตรง
Gemini Spark จะทำงานด้วยตัวเองอย่างอิสระตามตารางเวลาที่ตั้งไว้ล่วงหน้าหรือผ่านการตั้งค่า Auto-trigger โดยประมวลผลงานต่างๆ บน Virtual Machine ของ Google Cloud และสำหรับแอ็กชันที่มีผลกระทบสูง เช่น การกดส่งอีเมล ระบบจะทำการขอยืนยันจากผู้ใช้งานก่อนเสมอ
ในวิดีโอสาธิตการใช้งาน Google ได้แสดงตัวอย่างว่า ผู้ใช้สามารถสั่งงานด้วยข้อความผ่าน Gemini Spark เพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องสลับแอปไปมา เช่น “ให้รวบรวมอีเมลตอบรับการเข้าร่วมค่ายชมรมจาก Gmail ลงใน Google Sheets, ส่งอีเมลตอบกลับตามสถานะการเข้าร่วม, ตั้งนัดหมายวันเวลาสำหรับประชุมชี้แจงและงานเลี้ยงสังสรรค์ลงในปฏิทิน พร้อมส่งการแจ้งเตือนการประชุม”
นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์สำหรับบันทึกขั้นตอนการทำงานที่ต้องทำซ้ำๆ เก็บไว้เป็น “Skill” เพื่อให้นำกลับมาเรียกใช้ใหม่ในภายหลังได้อีกด้วย
Josh Woodward รองประธานฝ่าย Gemini ของ Google ได้โพสต์ข้อความบน X ว่า “สมาชิก Pro ทุกคน รอติดตามอัปเดตการเข้าถึงได้เลยนะคะ/ครับ :)” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ามีแผนจะขยายการใช้งานไปยังกลุ่มผู้ใช้ Pro ในเร็วๆ นี้
ทั้งนี้ Gemini Spark ได้เปิดตัวครั้งแรกในงาน Google I/O 2026 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และได้เปิดให้ผู้สมัคร Ultra ในสหรัฐฯ ได้ทดสอบเวอร์ชัน Beta ไปก่อนหน้านี้ การขยายบริการในครั้งนี้จึงเป็นการขยายพื้นที่ให้บริการไปยังภูมิภาคนอกสหรัฐฯ ที่รองรับ Gemini พร้อมเพิ่มการรองรับอีกหลายภาษา ซึ่งรวมถึงภาษาญี่ปุ่นด้วย
ความเห็นของเรา : เรามองเห็น 3 Insight สำคัญ จากข่าว Gemini Spark นี้ค่ะ
1. Paradigm Shift ของ AI Agent: การที่รันบน Cloud แบบ Background 24 ชม. โดยที่มือถือหรือคอมฯ เราปิดอยู่ คือจุดเปลี่ยนสำคัญมากกก มันไม่ใช่แค่ AI ที่รอคำสั่งตอบ chat อีกต่อไปแล้ว แต่เป็น “Autonomous Worker” ที่คอยเฝ้าบ้านและจัดการ Workflow ให้เราตลอดเวลา
2. MCP (Model Context Protocol) คือของจริง: ตรงนี้แหละที่ว้าวสุด! การที่ Google เปิดให้ใช้ Custom MCP แปลว่าระบบนี้ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่ใน ecosystem ของ Google Workspace เท่านั้น แต่เราสามารถปลั๊ก Spark เข้ากับ Tool หรือ API ภายนอกอื่นๆ ได้แบบไร้รอยต่อ เปิดโอกาสให้สาย Dev/Creative เอาไปต่อยอดสร้าง Automation เจ๋งๆ ได้อีกเยอะมาก
3. การปรับตัวของวิถีชีวิตคนทำงาน: ฟีเจอร์ “Skill” ที่ให้บันทึกกระบวนการทำงานซ้ำๆ เก็บไว้ ยิ่งชี้ให้เห็นว่าในอนาคต ทักษะที่สำคัญของมนุษย์เราจะไม่ใช่การนั่งกดทำภารกิจเดิมๆ แต่เป็นการ “ออกแบบ Workflow” ให้เอเจนต์ทำงานแทน แล้วเราเอาเวลาไปโฟกัสงานความคิดสร้างสรรค์เชิงลึกแทน
ยิ่งเห็นราคาของแพ็กเกจ Ultra ในญี่ปุ่นแล้ว ก็แอบคิดเหมือนกันว่าราคาสูงพอตัว แต่สำหรับองค์กรหรือ Power User ที่ต้องการเอเจนต์ช่วยงานระดับ 24/7 ถือว่าคุ้มค่ามาก และน่าลุ้นมากว่าพอขยายลงมาที่แพ็กเกจ Pro แล้ว คนจะเอา Spark ไปสร้างสรรค์คอนเทนต์หรือไลฟ์สไตล์แบบไหนกันอีกบ้าง




