ในปี 2026 นี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่องค์กรต่างๆ จะเริ่มนำ Generative AI มาใช้งานอย่างจริงจัง จนเราเริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในวิธีทำงานของเราชัดขึ้นเรื่อยๆ หลายคนคงจินตนาการออกว่า AI จะมาเปลี่ยนงานเราแน่ๆ แต่ส่วนใหญ่น่าจะยังเห็นเป็นภาพลางๆ กันอยู่ใช่ไหมครับ?
สถานการณ์ในสหรัฐฯ และแรงกระเพื่อมถึงญี่ปุ่น (และไทย)
ในอเมริกาเริ่มมีการเลิกจ้างพนักงานออฟฟิศ (White Collar) ล็อตใหญ่โดยอ้างเหตุผลเรื่องการนำ AI มาใช้แล้ว อเมริกาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเสมอ สิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่นย่อมจะตามมาถึงบ้านเราในไม่ช้า ซึ่งดูเหมือนว่าผลกระทบจากการใช้ AI ในระดับองค์กรจะเริ่มเข้มข้นขึ้นหลังจากนี้
แล้ว AI จะเปลี่ยนงานเรายังไง? จริงๆ AI ไม่ได้ทำอะไรที่วิเศษพิสดารเหนือโลกหรอกครับ แต่จากที่ผมลองใช้มา บอกได้เต็มปากเลยว่า “งานที่เคยใช้ 10 คนทำ ต่อไปอาจใช้แค่ 5 คนก็เอาอยู่” นี่คือเรื่องจริงครับ
ย้อนกลับไปตอน ChatGPT หรือ Gemini ออกมาใหม่ๆ มันยังมีข้อผิดพลาด ดูไม่ค่อยสมบูรณ์และยังดู “เด็ก” เกินไป แต่เพียงแค่ปีเดียว ทั้งคู่เก่งขึ้นแบบก้าวกระโดดจนถึงระดับที่ทำงานแทนพนักงานออฟฟิศได้หลายอย่างแล้ว เช่น การทำพรีเซนเทชั่นสำหรับงานขาย หรือการสรุปข้อมูลสถิติเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูล เพียงแค่เราสั่งงาน (Input) ทิศทางและเนื้อหาเข้าไป AI ก็พร้อมจะเนรมิตเอกสารสวยๆ ออกมาให้ทันที
อาชีพ “คอนซัลต์” และ “เซลล์” กำลังถูกท้าทาย
อาชีพที่เคยได้ชื่อว่ารายได้สูงอย่าง “ที่ปรึกษาธุรกิจ” (Management Consultant) ซึ่งมีทักษะหลักคือการรวบรวมสถิติและทำพรีเซนเทชั่นชั้นเลิศ ตอนนี้กำลังถูก AI แย่งงานส่วนนี้ไป จนเริ่มมีการเลิกจ้างคอนซัลต์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฝั่งพนักงานขาย (Sales) ก็เช่นกัน เริ่มมีการปรับลดคนหรือย้ายตำแหน่งกันถ้วนหน้า
คนเคยทำเซลล์จะรู้ดีว่า เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเตรียมตัว ทำเอกสาร และเขียนรายงาน ซึ่ง AI ช่วยลดขั้นตอนเหล่านี้ได้มหาศาล ทำให้เซลล์สามารถเอาเวลาไปโฟกัสกับการดูแลลูกค้าได้เต็มที่ แต่นั่นหมายความว่า จากเดิมที่แผนกขายต้องมี 10 คน ตอนนี้เหลือแค่ 5 คนที่เป็นระดับ “หัวกะทิ” ก็เพียงพอที่จะรันงานทั้งหมดได้แล้ว
“AI ไม่ได้แย่งงานมนุษย์ แต่มันแย่งงานของ ‘คนที่ทำงานไม่เป็น’ ต่างหาก” นี่คือความจริงที่โหดร้ายครับ
2 ทางเลือกสำหรับคนทำงาน
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงเหลือทางเลือกแค่ 2 ทาง:
-
ฝึกเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ AI ได้อย่างคล่องแคล่ว
-
ผันตัวไปทำงานที่ “มีแต่คนเท่านั้นที่ทำได้”
จากการที่ผมลองเล่น ChatGPT และ Gemini มาอย่างหนัก ผมพบว่ากุญแจสำคัญที่จะทำให้ AI ทำงานได้ดีคือ “การสั่งงาน” หรือที่เรียกว่า Prompt ใครที่สามารถเขียน Prompt ได้อย่างเป็นตรรกะ ครบถ้วน และชัดเจน คือคนที่จะกุมชัยชนะ
ถ้าจะให้ AI ทำเอกสารการขาย แต่คุณบอกไม่ชัดเจนว่าจะใช้สถิติตัวไหน ขายใคร หรือจะเข้าหาลูกค้าด้วยมุมมองไหน AI ก็ไม่มีทางทำเอกสารที่ดีออกมาให้ได้
จุดจบของ “เจ้านายที่สั่งงานไม่เป็น”
พวกที่ชอบบ่นว่า “AI ใช้ไม่ได้เรื่อง” ส่วนใหญ่คือคนที่สั่งงานผิด สั่งคลุมเครือ เหมือนหัวหน้าที่ชอบบอกลูกน้องว่า “ไปทำสรุปอันนั้นมาให้ดูดีๆ หน่อยนะ” คนประเภทนี้จะถูกคัดออก 100% ในยุค AI
ในทางกลับกัน คนที่เคยสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานหรือคู่ค้าได้อย่างชัดเจน ตรงประเด็น และเข้าใจวัตถุประสงค์ของงาน คือคนที่จะรอด เพราะในโลกยุค AI ทักษะที่สำคัญที่สุดก็ยังคงเป็น “การสื่อสารอย่างมีตรรกะ” เหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนผู้รับสารจากมนุษย์เป็น AI เท่านั้นเอง
ทิ้งท้าย:
มีเรื่องขำๆ ที่ผมเจอมา คือถ้าอยากได้ Prompt ดีๆ ไปสั่ง ChatGPT ผมจะไปถาม Gemini ว่าต้องสั่งยังไง และถ้าจะใช้ Gemini ผมก็จะไปถาม ChatGPT แทน ซึ่งมันเวิร์กมาก! แต่ผมก็แอบกังวลนะว่า AI มันฉลาดขึ้นทุกวัน มันอาจจะแอบเรียนรู้พฤติกรรมเรา และในอนาคตมันอาจจะแกล้งตอบหลอกๆ เพื่อไม่ให้เราหนีไปใช้ AI คู่แข่งก็ได้ ใครจะไปรู้!




