Tech!

ส่องแผนเดือด “AI Force” สไตล์ทรัมป์! เมื่ออเมริกาพร้อมเหยียบคันเร่ง AI แบบไร้การ์ดเรล

เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศแนวคิดที่จะจัดตั้งองค์กรใหม่ที่มีชื่อว่า “AI Force” เพื่อรับผิดชอบดูแลด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะ พร้อมระบุว่าจะมีการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบหลักในการควบคุมนโยบาย AI ในเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนอีกครั้งว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการสนับสนุนอุตสาหกรรมมากกว่าการออกกฎระเบียบควบคุม ท่ามกลางการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีนี้

ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียของตนเอง โดยวิพากษ์วิจารณ์ความกังวลเกี่ยวกับอันตรายของ AI รวมถึงข้อเรียกร้องให้เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล พร้อมเน้นย้ำว่า สหรัฐฯ จะไม่ขัดขวางการเติบโตของอุตสาหกรรม AI แต่จะเดินหน้าสนับสนุนต่อไป อย่างไรก็ดี เขากล่าวเสริมว่ายังจำเป็นต้องรับมือกับผลกระทบด้านลบที่เกิดจากการใช้งาน AI ด้วย จึงได้เอ่ยถึงการจัดตั้งองค์กรใหม่นี้ขึ้นมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเขาต้องการเร่งการพัฒนา AI และกดระดับกฎระเบียบควบคุมให้เหลือน้อยที่สุด

องค์กรใหม่นี้จะถูกเรียกว่า “AI Force” โดยทรัมป์ได้หยิบยกการจัดตั้งกองทัพอวกาศ (Space Force) ในสมัยรัฐบาลชุดแรกขึ้นมาเปรียบเทียบว่าเป็นแนวทางในลักษณะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดต่างๆ เช่น จะจัดวางองค์กรนี้ไว้ในส่วนใดของรัฐบาล จะมีสถานะเป็นองค์กรทางทหารหรือไม่ รวมถึงเรื่องงบประมาณและขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่แท้จริง ยังไม่มีความชัดเจน

นอกจากนี้ เขายังเผยแผนที่จะประกาศแต่งตั้งผู้รับผิดชอบนโยบาย AI หรือตำแหน่ง “AI Czar (ซาร์แห่ง AI)” ในเร็ววันนี้ โดยทรัมป์โพสต์ระบุถึงคุณสมบัติเบื้องต้นว่า จะจำกัดไว้เฉพาะบุคคลที่มีระดับเชาวน์ปัญญา (IQ) สูงเท่านั้น ซึ่งในขณะนี้กระบวนการสรรหา การแต่งตั้ง รวมถึงการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบร่วมกับผู้ดูแลนโยบาย AI คนเดิม ก็ยังคงคลุมเครือ

การส่งสัญญาณครั้งนี้เชื่อมโยงกับจุดยืนที่ต้องการให้สหรัฐฯ รักษาความเป็นผู้นำเหนือประเทศอื่นๆ อย่างจีนในด้าน AI ทรัมป์มองว่า AI เป็นอุตสาหกรรมสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และแม้รัฐบาลจะมีบทบาทเข้ามาร่วมผลักดันมากขึ้น แต่ก็ยังคงท่าทีที่จะหลีกเลี่ยงการจำกัดหรือกีดกันการพัฒนาตัวเทคโนโลยี

ความขัดแย้งกับกลุ่มเน้นกฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้น: ความท้าทายในการผสานความปลอดภัยและการเติบโตของ AI

เบื้องหลังแนวคิด AI Force คือความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่เน้นกฎระเบียบเพื่อความปลอดภัย กับฝ่ายที่เน้นการผลักดันการพัฒนาเพื่อความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ แม้ทรัมป์จะแสดงท่าทีปฏิเสธข้อถกเถียงที่เน้นย้ำถึงความเสี่ยงของ AI แต่เขาก็ยอมรับว่าจำเป็นต้องจัดการกับปัญหาอย่างการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด

อย่างไรก็ดี ผลกระทบของ AI นั้นแผ่กว้าง ทั้งเรื่องการจ้างงาน, ลิขสิทธิ์, ข้อมูลส่วนบุคคล, ข้อมูลเท็จ (Fake News) ไปจนถึงความมั่นคงของชาติ หากองค์กรนี้ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาจริง ประเด็นโฟกัสสำคัญจะไม่ใช่แค่การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิธีป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด มาตรฐานการใช้งานในหน่วยงานรัฐ และการประยุกต์ใช้ในด้านการทหารและความมั่นคง

ในอีกโพสต์หนึ่ง ทรัมป์ยังได้พูดถึงแนวคิดที่จะเปลี่ยนชื่อเรียกของ “Artificial Intelligence” (ปัญญาประดิษฐ์) อีกด้วย โดยเสนอชื่อทางเลือก เช่น:

  • Superior Intelligence (SI)

  • Extreme Intelligence (EI)

  • Supreme Intelligence (SI)

พร้อมทั้งสอบถามความคิดเห็นจากผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย ทว่าการประกาศครั้งนี้เป็นการสื่อสารที่นำหน้าการวางโครงสร้างระบบที่ชัดเจน ทำให้หลังจากนี้ต้องจับตาดูกันต่อไปในการประกาศอย่างเป็นทางการ ว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับหน่วยงานที่สังกัด, ขอบเขตอำนาจ และช่วงเวลาการจัดตั้งจริงของ AI Force ออกมาอย่างไรบ้าง

เรื่องน่าห่วงในเชิงโครงสร้างระยะยาว

การตั้งชื่อและการสร้างแบรนด์สไตล์ทรัมป์ (Hyping the Narrative): การหยิบคำว่า AI Force มาเทียบกับ Space Force หรือการโยนไอเดียเปลี่ยนชื่อเป็น Superior Intelligence (SI) เป็นจิตวิทยาแบบ Showmanship มากๆ  ทรัมป์พยายามเปลี่ยนภาพจำของ AI จาก “กล่องดำอันตรายที่ต้องคุม” ให้กลายเป็น “อาวุธและสัญลักษณ์อำนาจของชาติ” เพื่อปลุกความภูมิใจและชิงความได้เปรียบทางจิตวิทยากับจีน แต่ในความเป็นจริง การรีแบรนด์ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาพื้นฐานทางเทคนิคเลยแม้แต่น้อย

  • ผลักดันการเติบโตแบบเหยียบคันเร่งมิดไมล์ (Accelerationism vs Safety): การชูนโยบาย “เน้นโต ไม่เน้นคุม” (Deregulate) ส่งผลดีอย่างมากต่อสตาร์ทอัพ นักพัฒนา และ Big Tech ในสหรัฐฯ ที่กำลังอึดอัดกับกฎระเบียบเข้มงวดแบบฝั่งยุโรป (EU AI Act) การเปิดทางให้ทดลองและระดมทุนได้เต็มที่จะทำให้การพัฒนาโมเดลใหม่ๆ พุ่งทะยานเร็วมาก แต่ดาบสองคมคือ ถ้าไม่มี Safety Guardrail ที่ชัดเจนตั้งแต่ระดับฐานราก ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ข้อมูล การตกงานแบบฉับพลัน หรือ Deepfake ป่วนการเมืองก็จะยิ่งทวีความรุนแรงจนแก้ยากขึ้นไปอีกจ้ะ

  • โจทย์ใหญ่เรื่อง “ขอบเขตอำนาจ” และโครงสร้างจริง: จุดที่น่าจับตาที่สุดคือตำแหน่ง AI Czar และตัวองค์กร AI Force เอง ทรัมป์บอกว่าจะเลือกคน “IQ สูง” เข้ามาคุม แต่ความท้าทายของ AI ยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่ระดับไอคิวของผู้นำ แต่อยู่ที่ ความเข้าใจลึกซึ้งในระบบนิเวศ (Ecosystem) ตั้งแต่ชิปประมวลผล ดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงานสะอาด ไปจนถึงจริยธรรม ถ้าตั้งองค์กรขึ้นมาแล้วทับซ้อนกับหน่วยงานเดิมอย่าง NIST, FTC หรือกลาโหม (DoD) ก็อาจกลายเป็นแค่เสือกระดาษ หรือเป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าการขับเคลื่อนเทคโนโลยีจริงจัง

    Naru คิดว่า :

    นอกจากการใช้คำว่า AI Force เพื่อรีแบรนด์ AI เป็นการเปลี่ยนภาพจำของเทคโนโลยีนี้จให้กลายเป็น “อาวุธและสัญลักษณ์แห่งศักดิ์ศรีของชาติ” เพื่อดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและปลุกกระแสชาตินิยมเทคโนโลยีอย่างเต็มตัวแล้ว

    ยังต้องดูผลกระทบระยะยาว หลังจากการลดกฎเกณฑ์ที่จะทำให้ฝั่งสตาร์ทอัพ, บิ๊กเทค และนักพัฒนาโปรเจกต์ AI หายใจได้คล่องคอขึ้นมาก ต่างจากฝั่งยุโรปที่กฎหมาย EU AI Act ค่อนข้างตึง ความเร็วในการเทรนและปล่อยโมเดลใหม่ๆ จะพุ่งทะยานแน่นอน! แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ… การเหยียบคันเร่งโดยไม่มี Guardrail ด้านจริยธรรมที่แข็งแรงพอ ปัญหาอย่างลิขสิทธิ์เทรนข้อมูล, Deepfake สับสน, หรือการแทนที่แรงงานอย่างฉับพลัน ก็อาจกลายเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ

    แล้วถ้านโยบายของ AI Force ทับซ้อนกับหน่วยงานเดิมอย่าง NIST หรือกระทรวงกลาโหม (DoD) ก็อาจเกิดสภาวะเกียร์ว่างหรือกลายเป็นเพียงเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองได้เหมือนกัน

    Source
    www.tokyonewsmedia.com

    Naru Megane Ai Gals

    Naru is an Editor at TrendyMobile and a member of Megane AI Gals. She specializes in Creative Tech research, video storytelling, and uncovering meaningful insights that bridge advanced AI technology with contemporary digital culture.

    Related Articles

    Back to top button