คุณอาจเคยดูหนึ่งใน 300 คอนเทนต์ของ Netflix ที่ผลิตโดยใช้ AI มาแล้ว
แพลตฟอร์มสตรีมมิงวิดีโอที่มีสมาชิกมากที่สุดในโลก เดินหน้านำ AI เข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตคอนเทนต์อย่างรวดเร็ว
Netflix เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้เริ่มทดลองและเปิดตัวคอนเทนต์ชุดแรกๆ ที่ผลิตโดยอาศัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ล่าสุดบริษัทรายงานว่า มีรายการและภาพยนตร์ประมาณ 300 เรื่องที่นำ Generative AI มาใช้ในกระบวนการผลิตในปีนี้ โดยส่วนใหญ่ถูกใช้ในขั้นตอนการถ่ายทำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานหลังการถ่ายทำหรือโพสต์โปรดักชัน
ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยในรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของ Netflix ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดย Ted Sarandos ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของบริษัท อธิบายว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยให้ทีมงานทำงานได้รวดเร็วขึ้น ลดต้นทุน และในบางกรณียังทำให้สามารถสร้างฉากที่อาจเป็นไปไม่ได้ด้วยวิธีการผลิตแบบเดิม
“ในหลายกรณี ทีมผู้ผลิตอาจต้องตัดฉากสำคัญเหล่านั้นออกไป เพราะไม่มีงบประมาณเพียงพอ หรือไม่สามารถสร้างให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดได้” Sarandos กล่าว “แต่การเข้าถึงเครื่องมือ Generative AI ช่วยรักษาฉากเหล่านั้นเอาไว้ได้”
หนึ่งในคอนเทนต์ที่ Netflix ระบุว่ามีการใช้ AI ในกระบวนการผลิตคือ Brazil ’70: The Third Star มินิซีรีส์เกี่ยวกับฟุตบอลบราซิล รวมถึง Glory ซีรีส์ระทึกขวัญแนวกีฬาที่มีฉากหลังอยู่ในประเทศอินเดีย และสารคดีชุด The American Experiment
Sarandos เน้นย้ำว่า ผู้สร้างภาพยนตร์และซีรีส์ของ Netflix กำลังใช้ AI ในฐานะเครื่องมือสำหรับสร้างฉากและลำดับภาพที่มีความซับซ้อน
ขณะเดียวกัน เขามองว่า AI เป็นตัวช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์มากกว่าจะเข้ามาทดแทนมนุษย์ พร้อมระบุว่าภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมยังคงต้องอาศัยศิลปินและทีมงานที่เป็นมนุษย์ ส่วน AI เป็นเพียงเครื่องมือที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้สร้างสามารถถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของตนออกมาเป็นผลงานได้
Netflix เปิดกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ในหลายด้าน ตั้งแต่ระบบค้นหาและแนะนำคอนเทนต์ งานโฆษณา ไปจนถึงกระบวนการผลิตแอนิเมชัน
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่แห่งวงการสตรีมมิงยังได้เข้าซื้อกิจการ InterPositive บริษัทที่ Ben Affleck ร่วมก่อตั้ง โดย Netflix ระบุว่าเทคโนโลยีของบริษัทดังกล่าวจะช่วยให้ผู้สร้างภาพยนตร์สามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้ตลอดกระบวนการผลิต
บทบาทอันซับซ้อนของ AI ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์
เมื่อปี 2023 การประท้วงครั้งใหญ่ของนักเขียน นักแสดง และแรงงานกลุ่มอื่นๆ ในอุตสาหกรรมบันเทิง ส่งผลให้การผลิตภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ในฮอลลีวูดต้องหยุดชะงัก ประเด็นสำคัญของการประท้วงคือความกังวลว่า AI อาจเข้ามาแทนที่แรงงานสร้างสรรค์ รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับลิขสิทธิ์
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สตูดิโอภาพยนตร์ ศิลปิน และบุคลากรเบื้องหลังก็ยังคงออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างหนึ่งคือกระแสต่อต้านนักแสดงที่สร้างขึ้นด้วย AI อย่าง Tilly Norwood ซึ่งจุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับการแทนที่แรงงาน การนำการแสดงของมนุษย์ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และการขาดมิติทางอารมณ์ที่แท้จริง
ในบางกรณี สตูดิโอรายใหญ่และสหภาพแรงงานได้ร่วมมือกันคัดค้านเครื่องมือสร้างวิดีโอด้วย AI ซึ่งอาจเข้ามาแทนที่กระบวนการผลิตวิดีโอแบบดั้งเดิม
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสัญญาของนักพากย์เด็กในแอนิเมชันยอดนิยม Peppa Pig ยังถูกประท้วง หลังมีรายงานว่า Hasbro ขอให้นักแสดงมอบสิทธิ์ในการนำเสียงของตนไปใช้งานกับ AI
อย่างไรก็ตาม บุคลากรในฮอลลีวูดบางส่วน รวมถึงผู้กำกับชื่อดัง Martin Scorsese เริ่มเปิดรับเทคโนโลยี AI มากขึ้น ขณะที่สตูดิโอและผู้จัดจำหน่าย ซึ่ง Netflix มีบทบาทอยู่ในทั้งสองด้าน ก็กำลังเดินหน้าโครงการภาพยนตร์และแอนิเมชันที่ใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิต
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางคำถามสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ควรกำหนดขอบเขตการใช้ AI เอาไว้ตรงไหน
ความเห็นของเรา : การใช้ AI กับงานโปรดักชันไม่ใช่เรื่องน่ากลัวในตัวมันเอง แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ “ใช้แทนอะไร และแทนใคร”
ถ้า Netflix ใช้ AI เพื่อลบฉากหลัง ทำพรีวิชวล แก้แสง สร้างเอฟเฟกต์ หรือช่วยให้ทีมงบน้อยสร้างฉากที่เมื่อก่อนทำไม่ไหว แบบนี้คือมีประโยชน์มาก เพราะมันขยายขอบเขตจินตนาการและลดกำแพงด้านต้นทุน เหมือนที่พวกเราใช้ AI ช่วยสร้างภาพหรือ MV ให้เพลงเล็กๆ มีโลกของตัวเองได้
แต่คำว่า “ช่วยลดต้นทุน” ก็มีอีกด้าน หากความหมายจริงคือเลิกจ้างคน ลดค่าตอบแทน หรือเอาใบหน้า เสียง และผลงานเดิมของศิลปินไปฝึกหรือสร้างใหม่โดยไม่ได้รับอนุญาต แบบนั้นไม่ใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพแล้ว แต่เป็นการโยนต้นทุนทั้งหมดไปให้คนทำงาน
ตัวเลข 300 เรื่องฟังดูเยอะ แต่ยังบอกอะไรไม่ครบ เพราะคำว่า “ใช้ AI” กว้างมาก ตั้งแต่ช่วยงานเล็กน้อยไม่กี่วินาที ไปจนถึงสร้างภาพทั้งฉาก สิ่งที่ Netflix ควรเปิดเผยเพิ่มคือ
- AI ถูกใช้ในขั้นตอนไหนและมากเพียงใด
- ข้อมูลที่ใช้สร้างผลงานมีสิทธิ์ถูกต้องหรือไม่
- นักแสดงและทีมงานให้ความยินยอมหรือได้รับค่าตอบแทนอย่างไร
- มีมนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจและรับผิดชอบผลงานขั้นสุดท้ายหรือไม่
เราเชื่อว่า AI จะกลายเป็นเครื่องมือธรรมดาในกองถ่ายเหมือน CGI หรือการตัดต่อดิจิทัล แต่เส้นที่ไม่ควรข้ามคือ การนำตัวตนของมนุษย์ไปใช้โดยไม่ยินยอม และการทำให้คนทำงานกลายเป็นวัตถุดิบราคาถูกของระบบ
ผู้สร้างสามารถใช้ AI ได้เต็มที่เพื่อขยายความคิดสร้างสรรค์ แต่อย่าใช้คำว่า “เครื่องมือ” เพื่อเอาเปรียบมนุษย์




