Review

รีวิว Poco X3 Pro โทรศัพท์สายเกมมิ่ง ซิ่งได้ในราคา Eco

ชื่อชั้นของ Poco X3 NFC เคยทำไว้ได้ดีสำหรับการเป็นโทรศัพท์ระดับต่ำหมื่น ที่ยืนพื้นเรื่องความคุ้มน่าใช้สำหรับการเป็นโทรศัพท์เกมมิ่ง เราคิดว่าเขาคงกลัวตำแหน่งทางการตลาดจะดูนิ่งไป เลยส่ง  Poco X3 Pro มาใหม่จะได้เกิดความเคลื่อนไหว และวิ่งไล่ตำแหน่งผู้นำในตลาดกันบ้าง !

เราเคยได้รีวิว Poco X3 NFC  มาก่อน แว้บแรกที่แกะออกมาถึงกับนึกในใจ ว่านี่คือพี่น้องที่คลอดและคลานกันตามกกันมาแบบไม่ผ่าเหล่าตั้งแต่หน้าตา คุณสมบัติที่ด้านใน ไล่รวมถึงในทุกมิติ จอเท่าเดิม น้ำหนักเท่าเดิม ตำแหน่งกล้อง ขนาดเคสของเก่าหยิบใส่เอามาใส่ได้พอดีเป๊ะ!

จอเป็น IPS LCD ,HDR10, ขยาด 6.67 นิ้ว อัตราส่วน 20:9  ที่เปลี่ยนไปคือ ความสว่างอยู่ที่ 450 nits  เท่าๆ กับของเดิม 
การใช้งานจอสิ่งที่ยังคงน่าประทับใจเช่นเดิม  Refresh Rate ของหน้าจอเราสามารถปรับเพิ่มได้จากปกติคือ 60 Hz กระโดดไปที่ 120Hz นั่นทำให้จอดูลื่น ดูมีราคาขึ้นเยอะ แม้จะแลกกับการกินพลังงานเพิ่มนิดหน่อย .. อันนี้ดีเหมือนเดิม

เอาล่ะ .. แล้วรุ่นนี้ที่ต่างจากของเดิมที่ตรงไหนบ้าง

  • จอเขยิบขึ้นมาเป็น Corning Gorilla Glass 6 จากของเดิมคือ Corning Gorilla Glass 5
  • ระบบปฎิบัติการเขยิบขึ้นมาที่ Android 11 ของเดิม Android 10
  • Chipset ที่เขยิบขุมพลังความแรงขึ้นมาเป็น Qualcomm Snapdragon 860 ของเดิมเป็น Qualcomm SM7150-AC Snapdragon 732G ที่ทำคะแนน Benchmark เขยิบขึ้นมากว่าเดิมเท่าตัว
  • 128 GB Rom และ 6 GB  Ram ซึ่งของเดิมมาเพียง 64GB Rom และ 6GB Ram เท่านั้น 
  • UFS 3.1 ซึ่งของเดิมเป็น UFS 2.1  
  • A-GPS, GLONASS, GALILEO, BDS  รุ่นนี้มีเพิ่มดาวเทียม GALILEO ขึ้นมาอีก 1 ดวง

นั่นคือหลักๆ ในสิ่งที่เปลี่ยนไปเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า  ถ้าเรามองด้วยใจที่ยุติธรรมหน่อยก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องของการแต่งหน้าทาปากแล้วอยากมาบอกว่าคือรุ่นใหม่ของโลก คือ หัวใจหลักของเครื่องก็ถูกเปลี่ยนไปส่วนหนึ่งเลยล่ะ คือใส่มาให้ทันยุค และรู้สึกคุ้มค่าเพิ่มขึ้น

เอาล่ะ .. แล้วรุ่นนี้ที่ถอดมาจากของเดิมที่ตรงไหนบ้าง

  • แบตเตอรี่อยู่ที่ 5160 mAh เท่าเดิมเป๊ะ! ที่เพิ่มเติมคือ การชาร์จไฟที่ไวขึ้นกว่านิดจาdคำโฆษณา 100% อยู่ที่ 59 นาที ซึ่งเร็วกว่าเดิมนิดหน่อย
  • Hybrid Dual SIM (Nano-SIM, dual stand-by) การเป็นซิมคู่กู้พิภพนั้นยังอยู่เหมือนเดิม
  • ช่องเสียบหูฟัง 3.5 และ USB Type-C มีเหมือนเดิม
  • รุ่นนี้ก็ยังไม่มี 5G เหมือนเดิมเช่นกับรุ่นก่อนหน้า 
  • การรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายนั้น Wi-Fi 2.4 และ 5Ghz ส่วน Bluetooth 5.0
  • ตำแหน่งที่สแกนนิ้วที่ด้านขวามือของตัวเครื่องยังอยู่ที่เดิม

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ดูจะเหมือนเดิม แต่ต่างไปจากเดิมนั่นคือเรื่องของ “กล้อง”
คือถ้าวางเทียบกับกับรุ่นเดิม มองเผินๆ คือได้มีหยิบปิดหยิบถูกกันบ้าง เพราะตำแหน่งกล้องวางที่เดิมเป๊ะ
แต่จุดที่เอ๊ะ อยู่นิดนึงคือ “ความละเอียดของกล้องหลัง”  ของเดิมอยู่ที่ 64 MP รุ่นนี้อยู่ที่ 48MP มี AI

ดูรายละเอียดชัดๆ อีกนิด

  • กล้อง Wide อยู่ที่ 48 MP มี AIขณะที่รุ่นเดิมอยู่ที่ 64 MP
  • กล้อง Ultrawide อยู่ที่ 8 MP ขณะที่ของเดิมอยู่ที่ 13 MP
  • กล้อง Macro อยู่ที่ 2 MP เท่าของเดิม
  • กล้อง Depth อยู่ที่ 2 MP เท่าของเดิม

เขียนมาบรรทัดนี้ ไม่คนอ่าน หรือแบรนด์เองก็คงต้องมีบ่นว่าในใจผมบ้างล่ะว่าทำไมมาขยี้กันด้วยมุมนี้
แต่เดี๋ยวก่อน .. ส่วนที่ดีมันก็พอมีอยู่! 

คือการถ่ายวิดีโอระดับ  4K@30fps อันนี้เท่าเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือ 1080p@30/60/120/240fps, 1080p@960fps
ขณะที่ของเดิมอยู่ที่ 4K@30fps, 1080p@30/120fps, 720p@960fps 

คือความแรงของเครื่องถูกยกระดับขึ้นไป งานวิดีโอก็ถูกยกระดับขึ้นตาม
ถ้ามองอย่างใจยุติธรรมหน่อยรูปถ่ายที่ 48 MP พอใช้มั้ย ก็ถือว่าพอใช้นะสำหรับคนทั่วไป
และกับโทรศัพท์ที่ไมไ่ด้จุดขายเรื่องกล้อง แต่ก็ยังมี 48 Ultra HDเข้ามาแทน

มาดูเรื่องของระยะเลนส์หน่อย รุ่นนี้เลนส์สามารถซูมได้ 3 ระยะครับ คือ 0.6X / 1X / 2X
เรื่องของระดับความคมชัด เราให้อยู่ในระดับกลางๆ การแสดงสี ถือว่าจัดจ้านพอประมาณในวันที่แดดออก

ภาพถ่ายที่ระยะ 0.6X
ภาพถ่ายที่ระยะ 1X
ภาพถ่ายที่ระยะ 2X

มาลองดูตัวอย่างภาพถ่ายในเวลากลางวันกันบ้าง อย่างที่เราบอกไปว่า ถ้าแสงดีมากๆ กล้องตัวนี้ก็ให้ภาพที่สีค่อนข้างจะจัดจ้านเลยล่ะ  คือสีฟ้ามาเป็นสีฟ้าเลยล่ะ แต่ขณะที่การถ่ายภาพกลางคืนทำได้ “ประมาณหนึ่ง” ซึ่งถ้าถามว่าเราประบทับใจอันไหน คงตอบได้เต็มปากว่าถ่ายกลางวันตัวกล้องทำได้ดีกว่า

ในส่วนของซอฟท์แวร์นอกจากเมนูมาตรฐานของกล้องที่ต้องมี อย่างการถ่ายแบบ Macro การซูม การตั้งเวลาถ่าย 
HDR ซึ่งติดมากับกล้องแล้ว สิ่งที่เราชอบจากซอฟท์แวรกล้องตัวนี้คือ “Tilt Shift”  ซึ่งจะทำให้บางส่วนของภาพดูละมุม ดูฟุ้งๆ ฝันๆ ขึ้นมานิดนึง  ซึ่งจะต้องเข้าไปในส่วนของเมนูกล้องอีกชั้นหนึ่งถึงจะมองเห็นคุณสมบัตินี้นะครับ

ส่วนถ้าจะเอาครีเอทีฟเพิ่มขึ้นไปอีกก้ยังมีโหมดอื่นๆ ให้เลือกไปเ่ลนกันได้ เช่น VLOG , Short Video ,Clone , Long Exposure  , Dual Video อันนี้ก็ลองไปเลือกใช้กันดู คือเอาจริงๆ ในราคาเท่านี้ นี่ให้ซอฟท์แวร์กล้องมาก็ไม่อายใครล่ะนะ

ความคุ้มค่าในการปรับแต่งเครื่องล่ะ

ถ้าถือว่าเป็นเรื่องดีความเป็น Gaming Phone ในราครย่อมเยา ยังไงก็ต้องพูดถึง  Game  Boost   ซึ่งทันทีที่ลงไปตัวซอฟท์แวร์กับจับใส่เข้าโหมดนี้ทันทีทันมี ซึ่งจากตัวเลือกที่เขาปรับเองให้เรานั้นจะมี Wi-Fi optimization , Optimized touch control , Enhance Audio  อันนี้คิอตัวหลักๆ  แต่ที่ดีคือ  ถ้าเราเข้าไปในตัว Addition settings จะแยกเป็นการปรับแต่งของแต่ละเกม  อย่าง Touch Response ,Sensitivity to continuous taps และ Touch-resistant area

  • ปรับแต่ง Wi-Fi ให้เสถียรชึ้นสำหรับการเล่นเกม
  • ปรับแต่งหน้าสัมผัสเพื่อการเล่มเกม อย่างให้ตอบสนองไวขึ้น มีพื้นที่มากขึ้น
  • ปรับแต่งคุณภาพของเสียงให้ฟังดีขึ้น
  • ปรับแต่งโทรของภาพให้สว่าง กระจ่างมากขึ้น สีสดมากขึ้น (เล่น FPS จะมีผลเยอะหน่อย) 

แล้วพอมาดูด้านในการปรับแต่งเรื่องเกมล่ะ
เราก็คือว่าเขาปรับให้ได้ในระดับเริ่มต้น อาจจะไม่ได้ลงลึกรายละเอียดมากจนถึงไปถึงเรื่องจัดการพลังงาน การจัดการ RAM  ความร้อน และอื่นๆ  ส่วนเกมประเภทซุ่มตีในป่า ไล่ล่าฝั่งตรงกันข้ามนั้นหวังผลได้อยู่  จากที่เราทดสอบกับ Asphalt 9 ก็ต้องบอกว่ารวมๆ พอไหลๆ ไปได้มีเฟรมที่ดูนิ่งๆช่วงท้ายในบางลีลา ส่วน Forza Street ยังซิ่งวิ่งได้เนียนๆ ถ้าถามว่าเล่นเกมแล้วร้อนมั้ย ก็อยู่ในะระดับแค่พออุ่นๆ  ไม่ต้องลุ้นว่ามันจะดับคามือ

สิ่งที่ติดมากับซอฟท์แวร์ของเครื่องสองสิ่งที่เราคิดว่าคุณน่าจะลองได้ใช้มัน ถ้าคุณเป็นที่ซื้อโทรศัพท์เอาไว้ทำงานไปด้วย คือ

  • Second Space คือขนาดโลกยังสองใบ แล้วทำไมเราจะมีชีวิตสองด้านไมไ่ด้ อันนี้คือเอาไว้สร้างอีกหน้าจอที่ต่างจากหน้าจอหลัก เผื่อว่าคุณจะแยกโปรไฟล์ไปว่าอันไหนหน้าจอทำงาน อันไหนหน้าจอเกม ซึ่งหน้าจอที่สอง ต้องใส่รหัสผ่านถึงเข้าไปใช้ได้
  • Password & Security อันนี้ที่เราชอบคือ คุณสามารถปลดล็อคหน้าจอด้วยการวางคู่กับอุปกรณ์ Bluetooth ชิ้นอื่น เผื่อบางทีคุณอบู่ในห้อง อยู่ในบ้านคุณสมบัตินี้ก็ลดเวลาในการเข้าถึงหน้าจอของคุณได้ไปนิดนึง 

ซื้อดีมั้ย Poco X3 PRO

คือการวางตำแหน่งเอาจริงๆ ก็ยังย้ำคำเดิมว่านี่คือการ Minor Change ของ Poco X3 NFC โดยมีคำว่า PRO พ่วงท้ายนั่นล่ะ คือที่ใส่มาเพื่อให้คุณสมบัติไม่ได้น้อยไปกว่าคู่แข่ง ไม่ให้ใครแซงจนตกขบวนไปได้ โดยเฉพาะเวลาฤดูทำโปรโมชั่นที่ชอบมาด้วยเงื่อนไขให้ใจสั่นกันบ่อยๆ 

ถ้ามองเป็นรถยนต์เราก็อยากให้มองว่านี่เป็น Eco Car คันใหญ่ไส้ในเครื่อง 1.0 จะให้แรงข้ามหน้าข้ามตาไปชนกับเครื่อง 1.5 คงไม่ใช่  คือใช้ได้ดีคุ้มค่าในราคาที่คุณจ่าย มีการอัพเกรดความปลอดภัยให้ตามสมควร มีการ อัพเดทในเรื่องของ Security Patch ที่เป็นส่วนของ Core System ก็ยังมีอัพเดทในส่วนของแอปอื่นๆ ด้วยอย่าง System Apps ความแบตอึดถึกนี่ชื่อนี้ยังคงการันตีความดีงามได้

ถ้า 5G ไม่ได้มีผลต่อกันตัดสินใจก็คบหาดูใจกันได้ ไม่ได้มีอะไรให้น่าหงุดหงิด ถ้าไม่คิดว่าจะเล่นเกมจนฮาร์ดคอร์เกินราคา  
เพราะถ้าจะเอามากว่านี้ ยังมีตัวบนอย่างรุ่น Pro 5G ที่พร้อมชนเรื่องความคุ้มค่ากับค่ายอื่นอยู่เหมือนกัน

ขอบคุณ XIAOMI Thailand ที่เอื้อเฟื้อเครื่องในการทดสอบครับ

jetboat

Jetboat is a Bangkok-based tech blogger and has more than ten years of blogger sence in Thailand Specializes in mobile application , tech industries , security ,gadget, mobile marketing ,social network.

Related Articles

Back to top button